Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 01 February 2017 10:18

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ผลสำรวจของ Conference Board ระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมลดลงสู่ระดับ 111.8 จากระดับ 113.7 ในเดือนธันวาคม(ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะอยู่ที่ระดับ 113.0 ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะธุรกิจ, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน ด้านนายลินน์ ฟรังโก ผู้อำนวยการฝ่ายดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจของ Conference Board ระบุว่า ถึงแม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลงในเดือนนี้ แต่ผู้บริโภคยังคงมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ดัชนีต้นทุนการจ้างงาน (ECI) ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนแรงงานที่กว้างที่สุด ในไตรมาส 4/2559 ปรับตัวขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในไตรมาส 3/2559 ขณะที่เมื่อเทียบรายปี ดัชนี ECI ปรับตัวขึ้น 2.2% (yoy) จากที่ขยายตัว 2.3% ในไตรมาส 3 ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2016 ดัชนี ECI เพิ่มขึ้น 2.2% จากระดับ 2.0% ในปี 2015 โดยค่าจ้างและเงินเดือน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของต้นทุนการจ้างงาน เพิ่มขึ้น 0.5% ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบรายไตรมาส และเมื่อเทียบรายปี ค่าจ้างและเงินเดือนเพิ่มขึ้น 2.3% ในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ดัชนี ECI ถือเป็นมาตรวัดที่น่าเชื่อถือสำหรับภาวะตลาดแรงงาน และเป็นดัชนีคาดการณ์ที่ดีสำหรับอัตราเงินเฟ้อซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญ

ดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองของสหรัฐ ที่สำรวจโดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ หลังจากเพิ่มขึ้น 5.1% ในเดือนตุลาคม โดยได้แรงหนุนจากรายได้ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น, การว่างงานที่ลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ โดยราคาบ้านเพิ่มขึ้นสูงสุดในเมืองซีแอตเติล, พอร์ทแลนด์ รัฐโอเรกอน และเดนเวอร์ ส่วนดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.6% ในเดือนพฤศจิกายน จากระดับ 5.5% ในเดือนตุลาคม

นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และหัวหน้าสภาการค้าแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า เยอรมนีกำลังใช้ยูโรที่อ่อนค่าเกินความเป็นจริง เพื่อสร้างความได้เปรียบต่อสหรัฐ และคู่ค้าในสหภาพยุโรป ทั้งนี้ นายนาวาร์โรกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์สว่า สกุลเงินยูโรมีบทบาทเหมือนสกุลเงินดอยช์มาร์คโดยปริยาย ซึ่งการมีมูลค่าต่ำได้ทำให้เยอรมนีมีความได้เปรียบเหนือคู่ค้าอื่นๆ พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า เยอรมนีคืออุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรป ซึ่งทำให้การเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนข้ามแอตแลนติก (TTIP) ต้องประสบความล้มเหลว

 

ยุโรป: ยูโรโซน

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) รายงานว่า ยูโรโซนในไตรมาส 4/2559 ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส จากที่เพิ่มขึ้น 0.4% ในไตรมาส 3/2559 และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยูโรโซนมีการขยายตัว 1.8% (yoy) ส่งผลให้ทั้งปี 2016 ยูโรโซนมีการขยายตัว 1.7% พร้อมกันนี้ยังได้รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนในเดือนมกราคม 2560 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี เทียบกับระดับ 1.1% ในเดือนธันวาคม 2559

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) รายงานว่า อัตราการว่างงานในยูโรโซนเดือนธันวาคมลดลงสู่ระดับ 9.6% โดยเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในกรีซ และต่ำกว่าระดับ 9.7% ในเดือนพฤศจิกายน โดยประเทศเยอรมนี และสาธารณรัฐเชคมีอัตราการว่างงานต่ำสุดที่ระดับ 3.9% และ 3.5% ตามลำดับ ขณะที่กรีซมีอัตราการว่างงานสูงกว่าระดับ 20%

 

อังกฤษ

สำนักงานกำกับสถาบันการเงินของอังกฤษ (FCA) ประกาศปรับธนาคารดอยซ์แบงก์เป็นเงินจำนวน 163 ล้านปอนด์ (204 ล้านดอลลาร์) ในข้อหาหละหลวมในการป้องกันการฟอกเงิน ซึ่งค่าปรับดังกล่าวถือเป็นค่าปรับสถาบันการเงินของ FCA ที่มีวงเงินสูงเป็นประวัติการณ์  โดย FCA ระบุว่า ดอยซ์แบงก์ทำให้ระบบการเงินของสหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมทางการเงินในระหว่างเดือนม.ค.2012-เดือนธ.ค.2015 โดยลูกค้าของ ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์หลายราย ซึ่งรวมถึง ธนาคารดีบี มอสโก ซึ่งเป็นธนาคารในเครือของดอยซ์แบงก์ในรัสเซีย ได้ทำการโอนเงินมากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ออกจากรัสเซียไปยังบัญชีในต่างประเทศ ผ่านทางธนาคารดอยซ์แบงก์ในสหราชอาณาจักร

 

เยอรมนี

นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า รัฐบาลเยอรมนีมักเรียกร้องให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระ เหมือนกับที่บุนเดสแบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารกลางของเยอรมนี ได้ดำเนินการ ก่อนที่จะมีสกุลเงินยูโร พร้อมกันนี้ยังระบุว่า เยอรมนีจะไม่เข้าไปมีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายของ ECB ทั้งนี้ นางแมร์เคิลกล่าวเพื่อตอบโต้นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และหัวหน้าสภาการค้าแห่งชาติสหรัฐ ที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เยอรมนีกำลังใช้ยูโรที่อ่อนค่าเกินความเป็นจริง เพื่อสร้างความได้เปรียบต่อสหรัฐ และคู่ค้าในสหภาพยุโรป

 

เอเชีย : ญี่ปุ่น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันนี้ และคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในเชิงบวก ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจะช่วยทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 2% โดยไม่ต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม บีโอเจมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ -0.1% สำหรับเงินฝากส่วนเกินที่สถาบันการเงินฝากไว้กับบีโอเจ ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดไว้  นอกจากนี้ บีโอเจยังคงได้เป้าหมายผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีไว้ที่ 0% ด้วย เพื่อพยายามทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ภาคส่วนต่างๆมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ บีโอเจจึงได้ขยายกำหนดเส้นตายสำหรับโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการให้กู้แก่ภาคอุตสาหกรรมต่างๆที่มีศักยภาพในการเติบโตออกไปอีก 1 ปี  ขณะเดียวกัน บีโอเจได้คงคาดการณ์สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ 1.5% สำหรับปีงบประมาณหน้า ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนเม.ย. และยังได้คงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณ 2018 ไว้ที่ 1.7% ด้วย

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกันในเดือนธ.ค. และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลงน้อยกว่าคาด ทั้งนี้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนธ.ค.จากเดือนพ.ย. สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าอาจเพิ่มขึ้น 0.3% กลุ่มผู้ผลิตที่ได้รับการสำรวจโดยกระทรวงเศรษฐกิจ, การค้าและอุตสาหกรรมคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนม.ค. และเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนก.พ. ส่วนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง 0.3% ในเดือนธ.ค. โดยลดลงเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน แต่ลดลงน้อยกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอาจลดลง 0.6% หลังจากลดลง 1.5% ในเดือนพ.ย.

นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวในการแถลงข่าวว่า การทบทวนปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ และเยนที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ดียังคงมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และราคามีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง เขาระบุว่าบีโอเจจะปรับเปลี่ยนนโยบาย ถ้าจำเป็นเพื่อรักษาแรงหนุนต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายราคา เขากล่าวว่าการคาดการณ์สำหรับงบรายจ่ายทางการคลังภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีเขาเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยติดลบเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับการบรรลุเป้าหมายราคา

 

เกาหลีใต้

รายงานการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้วันที่ 13 ม.ค.ที่เปิดเผยในวันนี้ระบุว่า กรรมการทุกคนในคณะกรรมการล้วนระบุถึงความไม่แน่ใจมากขึ้น และความเสี่ยงในตลาดการเงิน ขณะที่พวกเขามีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.25% ในการประชุมครั้งนั้น รายงานการประชุมระบุว่า กรรมการรู้สึกกังวลกับหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อตลาดการเงิน ขณะที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการคุมเข้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กรรมการรายหนึ่งระบุว่ามีความจำเป็นต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจเพิ่มเติม และให้ความสนใจกับหนี้ภาคครัวเรือน และผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ กรรมการอีกรายกล่าวว่า ธนาคารกลางเกาหลีจะต้องสื่อสารกับกระทรวงการคลังเพื่อให้แน่ใจว่า งบรายจ่ายทางการคลังยังคงเป็นแบบเชิงขยาย คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางจะประชุมครั้งต่อไปเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 23 ก.พ.

 

ไทย

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(MPI) เดือน ธ.ค.59 เพิ่มขึ้น 0.54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 3.88% ในเดือน พ.ย. และเป็นการปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน แต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่โพลล์รอยเตอร์คาดไว้ว่าที่ 2.5% ขณะที่เมื่อเทียบรายเดือน MPI เดือน ธ.ค. ลดลง 3.61% จากเดือนก่อนหน้า เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 2.13% ในเดือนพ.ย. สศอ.ระบุในเอกสารเผยแพร่ว่า MPI ที่เพิ่มขึ้น ในเดือนธ.ค. ได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมเหล็ก, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ผลิตภัณฑ์ยาง, อัญมณีและเครื่องประดับ และอาหารทะเลกระป๋องและแช่แข็ง สำหรับในปี 59 MPI ปรับเพิ่มขึ้น 0.44% จากปีก่อน ก่อนหน้านี้ สศอ.คาดว่า MPI ในปี 59 จะขยายตัว 0.5% และในปี 60 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.0% สศอ.ระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนธ.ค. อยู่ที่ 63.26% จาก 66.71% ในเดือนพ.ย.

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยเศรษฐกิจไทยปี 60 มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น จากแรงหนุนที่กระจายตัวไปในหลายภาคเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภค นอกเหนือจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เป็นแรงส่งหลักในปี 59  อย่างไรก็ตาม ธปท.ระบุว่า ยังต้องรอติดตามตัวเลขอีกระยะหนึ่ง เพื่อดูว่าการฟื้นตัวในหลายภาคเศรษฐกิจดังกล่าว มีความต่อเนื่องและยั่งยืน หรือเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว ก่อนที่จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเกินกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ได้หรือไม่ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.ว่า ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า และจะเป็นแรงส่งที่สำคัญของเศรษฐกิจในปี 60 โดยเศรษฐกิจเดือนธ.ค. ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ขยายตัวสูง ทั้งรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายประจำ ขณะเดียวกัน การส่งออกเดือนธ.ค.ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น เนื่องจากอุปสงค์ในหลายสินค้าส่งออกที่ดีขึ้นต่อเนื่อง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ โซลาร์เซลล์ ที่ส่งไปสหรัฐ และ IC ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนและรถยนต์ รวมทั้งผลจากราคาสินค้าส่งออก ที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของการส่งออก ยังเป็นผลจากอุปสงค์ชั่วคราวในบางสินค้า เช่น ยางพารา ซึ่งจีนเร่งนำเข้ามากขึ้นเพื่อผลิตยางล้อรถส่งไปสหรัฐ ก่อนที่อาจจะเกิดการกีดกันทางการค้าจากนโยบายของประธานาธิบดีใหม่ ทั้งนี้การส่งออกไทยทั้งปี 59 ขยายตัวอยู่ที่ 0% ซึ่งดีกว่าที่ธปท.เคยคาดการณ์ไว้ และยังมีส่วนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 59 เกินดุล 4.64 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลสถิติมาด้วย

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันอังคาร (31 มค.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่รายงานออกมาเมื่อคืนนี้จะออกมาดี โดยการใช้จ่ายส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า, รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.3% และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯเปิดเผยดัชนียอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้นเกินคาด 1.6% สู่ระดับ 109.0 ในเดือนธ.ค. หลังจากลดลง 2.5% ในเดือนพ.ย. แต่ว่าเนื่องจากช่วงนี้ปัจจัยความกังวลเรื่องนโยบายกีดกันการค้าและมาตรการอื่นๆที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ดำเนินการในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลลบต่อดอลลาร์สหรัฐฯมากกว่า ทำให้ความต้องการดอลลาร์สหรัฐฯลดลงในช่วงนี้และส่งผลบวกต่อค่าเงินเยน

- ดอลลาร์/เยน วันอังคาร (31 มค.)   เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้เนื่องจากนโยบายการกีดกันการค้าและมาตรการต่างๆของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งผลลบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติคงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ -0.1% หลังสิ้นสุดการประชุมวันนี้ พร้อมทั้งคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (JGB) อายุ 10 ปีที่ระดับ 0%

- ยูโร/ดอลลาร์ วันอังคาร ( 31 มค.) เงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากช่วงนี้ดอลลาร์สหรัฐฯถูกกดดันมากขึ้นจากปัจจัยลบเรื่องนโยบายกีดกันการค้าและหลายมาตรการที่ออกมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันอังคาร ( 31 มค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันอังคาร โดยดัชนี S&P ปรับตัวลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันตามการลดลงของหุ้นที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ, ผลประกอบการที่น่าผิดหวัง และความวิตกอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ  0.54% สู่ระดับ 19,864.09, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง  0.09% สู่ระดับ 2,278.87 และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 0.02% สู่ระดับ 5,614.79

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันอังคาร (  31 มค.)  ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงปิดทำการในวันนี้เนื่องในเทศกาลตรุษจีน  ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆของเอเชียปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งนอกจากจะกีดกันการค้าแล้วยังมีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายในหลายด้านตามมา โดยแม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่รายงานออกมาเมื่อคืนนี้จะออกมาดีแต่ก็ไม่ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากนัก โดยดัชนีนิกเกอิลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากความกังวลเรื่องนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯซึ่งจะส่งผลลบต่อการค้าโลกรวมทั้งการส่งออกของญี่ปุ่น ขณะที่เงินเยนที่กลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อวานนี้ก็ส่งผลลบต่อการคาดการณ์เรื่องการส่งออกของญี่ปุ่นเช่นกัน ทั้งนี้ปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 1.69%

- ตลาดหุ้นไทย วันอังคาร ( 31 มค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ลดลงในช่วงเช้าสอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่เนื่องจากนโยบายกีดกันการค้าและมาตรการอื่นๆที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ดำเนินการในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้นักลงทุนทั่วโลกวิตกมากขึ้น โดยในช่วงบ่ายดัชนีลดลงต่อจากช่วงเช้าส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 13.25 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 1 ก.พ. 2560

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday772
mod_vvisit_counterAll days772

We have: 769 guests online
Your IP: 216.73.217.73
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 24, 2026

4220328