Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Monday, 09 January 2017 10:24

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 156,000 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง โดยแบ่งเป็น ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 144,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาครัฐจ้างงานเพิ่มขึ้น 12,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเท่ากับที่คาดที่ 4.7% จากระดับ 4.6% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 9 ปี ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานในเดือนพฤศจิกายน โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 204,000 ตำแหน่ง จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง และทบทวนปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือนตุลาคม โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 135,000 ตำแหน่ง จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่ง ด้านตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐ ซึ่งแสดงสัดส่วนของกำลังแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 62.7%

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือนในธันวาคม โดยมีการนำเข้าน้ำมัน และสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกลดลงเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้ สหรัฐฯ มียอดขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 6.8% สู่ระดับ 4.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยยอดส่งออกสินค้าและบริการลดลง 0.2% สู่ระดับ 1.224 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยอดนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 1.1% สู่ระดับ 2.311 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนลดลง 2.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนตุลาคม โดยเป็นการลดลงในอัตราที่มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานจะลดลง 2.2% อันมีสาเหตุมาจากอุปสงค์ที่ลดลงในคำสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ที่ไม่รวมหมวดอาวุธและเครื่องบิน เพิ่มขึ้น 0.9% โดยยอดสั่งซื้อดังกล่าวได้รับการจับตาว่าเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่น และแผนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจ

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาแอตแลนตา รายงานว่า แบบจำลองการคาดการณ์ GDP Now แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2.9% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน, การค้าระหว่างประเทศ และยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน โดยการขยายตัวที่ระดับ 2.9% อยู่ในระดับเดียวกับตัวเลขคาดการณ์เมื่อการประเมินครั้งกันในวันอังคารที่ผ่านมา

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขานิวยอร์ก รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 1.94% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการประเมินในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.70% หลังมีการเปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังระบุว่า แบบจำลอง Nowcast แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.89% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว โดยสูงกว่าเมื่อเทียบกับการประเมินในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.77%

 

ปัจจัยที่ควรติดตาม

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศในวันนี้ ได้แก่ Conference Board เปิดเผยดัชนีแนวโน้มการจ้างงาน (ETI) เดือนธ.ค. ขณะที่จุดสนใจของตลาดในสัปดาห์นี้น่าจะอยู่ที่ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด (ซึ่งรวมถึงนางเจเน็ต เยลเลนประธานเฟด) และการแถลงข่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ยุโรป:

สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหภาพยุโรป (Eurostat) รายงานว่า ยอดค้าปลีกในยูโรโซน(EA-19) เดือนพฤศจิกายนลดลง 0.4% จากที่ขยายตัว 1.4% ในเดือนก่อน (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกทบทวนแล้ว) เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกในยูโรโซนเพิ่มขึ้น 2.3%  หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนตุลาคม ซึ่งยูโรสแตทได้ทบทวนปรับขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่เพิ่มขึ้น 2.4% ข้อมูลยอดค้าปลีกที่ลดลงเมื่อเทียบรายเดือนมีสาเหตุหลักมาจากยอดสั่งซื้อสินค้าที่ไม่ใช่อาหารซึ่งลดลง 0.9% อย่างไรก็ดี ยอดขายเชื้อเพลิงรถยนต์เพิ่มขึ้น 1.0% ซึ่งเป็นหมวดเดียวที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่ยอดขายอาหาร, เครื่องดื่ม และบุหรี่ลดลง 0.4% หลังจากเพิ่มขึ้น 2 เดือน

 

เยอรมนี

สำนักงานสถิติของรัฐบาลกลางเยอรมนี คาดว่า ยอดค้าปลีกเยอรมนีที่แท้จริง(ตัวเลขที่ตัดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อออกไปแล้ว) ในปี 2016 ปรับขึ้น 1.8-2.1% ต่อปี ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากในปี 2015  ที่ขยายตัว 2.5% ในปี 2015 ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกในเยอรมนีในเดือนพฤศจิกายนลดลง 1.8%(mom) แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนปรับขึ้น 3.2% (yoy) โดยตัวเลขยอดค้าปลีกนี้เป็นตัวเลขที่มีความผันผวนสูง และมักจะได้รับการปรับทบทวนในภายหลัง ทั้งนี้ ตัวเลขยอดค้าปลีกโดยรวมอยู่ในทางบวก และสิ่งนี้ตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่า การบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในเยอรมนีในปี 2016

กระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีรายงานว่า อุปสงค์ที่ชะลอตัวทั้งในและต่างประเทศทำให้ยอดสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีลดลงมากกว่าที่คาดไว้ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นการปรับฐานเล็กน้อย หลังจากที่พุ่งขึ้นอย่างมากในเดือนตุลาคม โดยยอดสั่งซื้อสินค้าภาคอุตสาหกรรมในเยอรมนีในเดือนพฤศจิกายนลดลง 2.5% ซึ่งเป็นอัตราการลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบรายเดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2014 และเทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะลดลง 2.3% โดยที่ยอดสั่งซื้อในประเทศลดลง 2.8% และยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง 2.3% ขณะที่อุปสงค์จากประเทศในยูโรโซนลดลง 2.7% นอกจากนี้ กระรวงเศรษฐกิจฯ ยังได้ทบทวนข้อมูลยอดสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมสำหรับเดือนตุลาคมเป็นเพิ่มขึ้น 5.0% จากที่รายงานไปเบื้องต้นว่าเพิ่มขึ้น 4.9% และเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบรายเดือนนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2014

 

เอเชีย : จีน

จีนจะเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า และเป็นที่คาดกันว่าตัวเลขเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของรัฐบาล และจากภาวะเฟื่องฟูในภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลจีนตัดสินใจเพิ่มงบใช้จ่ายเพื่อทำให้เศรษฐกิจบรรลุเป้าหมายอัตราการเติบโตอย่างเป็นทางการ อาจจะก่อให้เกิดผลเสียตามมา ในขณะที่นักวิเคราะห์ในต่างประเทศคาดว่าผู้กำหนดนโยบายของจีนจะต้องรับมือกับความเสี่ยงทางการเงินขนาดใหญ่ในปี 2017 ซึ่งเกิดจากหนี้สินที่เติบโตสูงมาก นอกจากนี้รัฐบาลจีนเผชิญปัญหาจากการคาดการณ์ที่ว่า หยวนจะอ่อนค่าต่อไป ในขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐขู่ที่จะประกาศว่า จีนปั่นค่าเงิน และจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงจากสินค้าที่นำเข้าจากจีน จีนมีกำหนดจะรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 4/2016 และประจำปี 2016 ในวันที่ 20 ม.ค. โดยจีดีพีจีนเติบโต 6.7 % ในทั้ง 3 ไตรมาสแรกของปี 2016 ซึ่งอยู่ตรงกลางของกรอบเป้าหมายที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ 6.5-7.0 % สำหรับปี 2016 อย่างไรก็ดีเงินทุนก็ไหลออกจากจีนในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากการที่หยวนอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมประชาชนในเรื่องการซื้อสกุลเงินต่างชาติ และควบคุมการที่บริษัทจีนนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยรัฐบาลจีนระบุว่า ทางรัฐบาลต้องการปิดช่องโหว่ในการนำเงินออกนอกประเทศเพื่อเก็งกำไร มีแนวโน้มว่ารัฐบาลจีนจะออกกฎควบคุมเพิ่มอีกในปีนี้ แต่ถ้าหากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนยังคงดิ่งลงอย่างรวดเร็วต่อไป และยังคงมีความพยายามนำเงินออกนอกประเทศจีนต่อไป นักยุทธศาสตร์การลงทุนบางรายก็คาดว่า ผู้นำจีนอาจจะต้องเลือกใช้วิธีปรับลดค่าเงินหยวนครั้งใหญ่ จีนจะเปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในวันที่ 10 ม.ค. และจะเปิดเผยตัวเลขการค้าในวันที่ 13 ม.ค. นอกจากนี้ จีนจะเปิดเผยตัวเลขสินเชื่อและปริมาณเงินในวันที่ 10-15 ม.ค. จีนจะเปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4, การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรประจำเดือนธ.ค., ยอดค้าปลีก และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในวันที่ 20 ม.ค. ทั้งนี้การอ่อนค่าของหยวนมีส่วนช่วยหนุนยอดส่งออกของจีน โดยยอดส่งออกของจีนปรับขึ้นในเดือนพ.ย.หากวัดในรูปหยวน อย่างไรก็ดีผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ยอดส่งออกของจีนอาจลดลง 3.5 % ในเดือนธ.ค.หากวัดในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากปรับขึ้น 0.1 % ในเดือนพ.ย. ทางด้านยอดนำเข้าของจีนอาจปรับขึ้น 2.4 % ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 6.7 % ในเดือนพ.ย. นักวิเคราะห์คาดว่า จีนอาจมียอดเกินดุลการค้า 4.650 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนธ.ค. หลังจากมียอดเกินดุล 4.461 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนพ.ย. ในขณะที่หลายคนมุ่งความสนใจไปยังยอดเกินดุลการค้าต่อสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนจะจับตาดูอัตราเงินเฟ้อในปี 2017 ด้วย ทั้งนี้ ถ้าหากมีสัญญาณบ่งชี้ว่า ราคาผู้บริโภคในจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2017 ปัจจัยดังกล่าวก็จะเพิ่มโอกาสในการคุมเข้มนโยบายในจีน นักวิเคราะห์คาดว่า ราคาผู้ผลิตในจีนอาจปรับขึ้น 4.5 % ในเดือนธ.ค. ซึ่งจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2011 และแสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว หลังจากราคาค้าส่งเคยลดลงเมื่อ 4 เดือนก่อน โพลล์คาดว่า ราคาผู้บริโภคอาจปรับขึ้น 2.3 % ในเดือนธ.ค. หลังจากปรับขึ้น 2.3 % ในเดือนพ.ย. นักวิเคราะห์คาดว่า ธนาคารจีนอาจจะปล่อยสินเชื่อสูงเป็นประวัติการณ์ ถึงแม้ผู้นำจีนกังวลกับความเสี่ยงด้านหนี้สิน โพลล์คาดว่า ธนาคารจีนอาจปล่อยสินเชื่อใหม่ 7 แสนล้านหยวน (1.0173 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในเดือนธ.ค. โดยปรับลดลงจากเดือนพ.ย. แต่ยังคงทำให้ยอดรวมของปี 2016 อยู่สูงกว่าสถิติสูงสุดในปี 2015 ที่ 11.72 ล้านล้านหยวน สินเชื่อคงค้างมีแนวโน้มเติบโต 13.1 % ต่อปี ในขณะที่ปริมาณเงิน M2 มีแนวโน้มเติบโต 11.5 % ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเติบโต 6.1 % และยอดค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโต 10.7 % ในเดือนธ.ค. โดยชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเดือนพ.ย. ทางด้านการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมีแนวโน้มเติบโต 8.3 % ในปี 2016 หลังจากเติบโต 8.3 % ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2016

 

ฮ่องกง

อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมช่วงข้ามคืนสำหรับสกุลเงินหยวนในตลาดฮ่องกงพุ่งขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งปี ในขณะที่เทรดเดอร์พยายามเข้าซื้อหยวนเพื่อชดเชยการทำชอร์ตเซล เนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่า รัฐบาลจีนเร่งปกป้องค่าเงินหยวนในช่วงนี้ อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร ณ ตลาดฮ่องกง (Hibor) สำหรับสกุลเงินหยวนพุ่งขึ้นสู่ 61.33300% สำหรับสัญญาช่วงข้ามคืน โดยสมาคมตลาดการคลัง (TMA) ของฮ่องกงเป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยนี้  อัตราดอกเบี้ยนี้พุ่งขึ้น 22.998% จากระดับ 38.33500% ที่กำหนดไว้ในวันพฤหัสบดี ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่ 61.33300% นี้ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 2016 เป็นต้นมา โดยในวันนั้นอัตราดอกเบี้ยได้รับการกำหนดไว้ที่ 66.81500%

 

เกาหลีใต้

ผู้นำเข้าไข่ในเกาหลีใต้กล่าวตำหนิแผนการของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการจ่ายเงินชดเชยต้นทุนการนำเข้าไข่ใหม่ เพื่อชดเชยภาวะขาดแคลนไข่ หลังจากเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกครั้งร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเกาหลีใต้ โดยผู้นำเข้าระบุว่า การจ่ายเงินชดเชยในแผนการนี้อยู่ในระดับต่ำเกินไป และการจ่ายเงินก็ล่าช้าเกินไปสำหรับการตอบรับต่ออุปสงค์ในช่วงวันหยุดตรุษจีน กระทรวงเกษตรเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลเกาหลีใต้จะจ่ายเงิน 900 ล้านวอน (758,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อช่วยเหลือต้นทุนการขนส่งสำหรับการนำเข้าไข่ที่ขนส่งทางน้ำและทางอากาศจนถึงสิ้นเดือนก.พ. รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนการนี้ออกมา ในขณะที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับความเสียหายจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก โดยเกาหลีใต้ได้ฆ่าสัตว์ปีกไปแล้วกว่า 30 ล้านตัว โดยส่วนใหญ่เป็นแม่ไก่ที่วางไข่ และส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนไข่ในเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดีผู้นำเข้าระบุว่าเงินช่วยเหลือนี้จะไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ และการจ่ายเงินก็ล่าช้าเกินกว่าที่จะใช้แก้ไขภาวะขาดแคลนไข่ในช่วงก่อนวันหยุดตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการซื้อไข่พุ่งสูง

 

อินโดนีเซีย

ธนาคารกลางอินโดนีเซียเปิดเผยผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคของอินโดนีเซียยังคงมีมุมมองเชิงบวกในเดือนธ.ค. ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 115.4 ในเดือนธ.ค. ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 115.9 ในเดือนพ.ย. ดัชนีที่สูงกว่าระดับ 100 บ่งชี้ว่า ผู้บริโภคมีมุมมองเชิงบวก ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจราว 4,600 คนจากเมืองใหญ่ 18 เมืองได้เข้าร่วมผลสำรวจฉบับนี้ อย่างไรก็ดีผู้บริโภคคาดว่า ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากกิจกรรมทางธุรกิจที่ชะลอตัวลง, รายได้ และการเปิดรับสมัครงาน ผู้บริโภคที่เข้าร่วมผลสำรวจนี้คาดว่า แรงกดดันด้านราคาจะลดลงในเดือนมี.ค. โดยเฉพาะเสื้อผ้าและอาหาร อัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบรายปีของอินโดนีเซียลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 3.02% ในเดือนธ.ค. จาก 3.58% ในเดือนพ.ย.

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันศุกร์ (6 มค.) เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับการที่ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเอเซียส่วนใหญ่ก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือนธันวาคมในคืนนี้

- ดอลลาร์/เยน วันศุกร์ (6 มค.)  เงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับการที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆส่วนใหญ่ก่อนการรายงานข้อมูลการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือนธันวาคมในคืนนี้

- ยูโร/ดอลลาร์ วันศุกร์ ( 6 มค.) เงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยนักลงทุนรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือนธันวาคมในคืนนี้ ขณะที่ทางด้านยูโรโซนโดยภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดค่อนข้างดี โดยวันนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกในยูโรโซนลดลง 0.4% ในเดือนพ.ย.จากเดือนต.ค. ส่วนข้อมูลยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ถูกทบทวนปรับเป็นเพิ่มขึ้น 1.4%  ซึ่งเป็นการเพิ่มมากที่สุดในรอบ 1 ปี และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกในยูโรโซนเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนพ.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนต.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือว่าค่อนข้างดีเนื่องจากเทียบปีต่อปีแล้วตัวเลขยังเพิ่มต่อเนื่องและสอดคล้องกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ที่โดยรวมออกมาดีเช่น อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นเป็น 1.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2013 จากระดับ 0.6% ในเดือนพฤศจิกายน โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน โดยหากไม่นับรวมหมวดพลังงานและอาหาร อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในยูโรโซนอยู่ที่ 0.9% จากระดับ 0.8% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่มาร์กิต อิโคโนมิคส์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการของยูโรโซนในเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 54.4 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากระดับ 53.9 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันศุกร์ ( 6 มค.) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเข้าใกล้ระดับ 20,000 ในวันศุกร์ โดยปรับตัวขึ้นสูงถึง 19,999.63 ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตลาดได้แรงหนุนจากหุ้นโกลด์แมน แซคส์ที่พุ่งขึ้น 1.48% และหุ้นแอปเปิลซึ่งทะยานขึ้นต่อเนื่องนานสองเดือนจากความเชื่อมั่นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก  0.32% สู่ 19,963.80, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.35% สู่ 2,276.98 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น  0.60% สู่ 5,521.06

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันศุกร์ ( 6 มค.)  ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่สูงขึ้นในวันนี้ก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือนธันวาคมในคืนนี้ ทั้งนี้ดัชนีฮั่งเส็งปิดบวก  0.21% ขณะที่นักลงทุนคลายความกังวลลงเล็กน้อยเกี่ยวกับเงินไหลออก หลังจากดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าหลังการเปิดเผยรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯจะยังส่งผลกดดันตลาดหุ้นฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.35% ก่อนที่จีนจะเริ่มทยอยรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญเดือนธันวาคม ส่วนดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง  0.34% ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์มีราคาลดลง หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐขู่ที่จะเก็บภาษีรถยนต์ที่นำเข้ามาในสหรัฐจากเม็กซิโก

- ตลาดหุ้นไทย วันศุกร์ ( 6 มค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวขึ้นลงผันผวนในกรอบแคบๆก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือนธันวาคมในคืนนี้ โดยวันนี้มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มอาหาร พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง และพลังงาน และมีแรงขายมากในหุ้นกลุ่ม พาณิชย์ และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.43 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 9 ม.ค. 2560

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday166
mod_vvisit_counterAll days166

We have: 1706 guests, 2 members online
Your IP: 216.73.216.50
Mozilla 5.0, 
Today: May 01, 2026

4242696