| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Thursday, 15 December 2016 09:59 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ ( Fed ) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอีก 0.25% สู่ระดับ 0.50-0.75% ในการประชุมเมื่อวานนี้ ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ FOMC ยังมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (discount rate) สู่ระดับ 1.25% จากเดิมที่ระดับ 1% สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมครั้งนี้ นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในปีนี้ และครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 10 ปี ขณะเดียวกัน กรรมการ Fed คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า ครั้งละ 0.25% โดยเพิ่มขึ้นจากจำนวน 2 ครั้งที่มีการคาดการณ์ในเดือนก.ย. ส่วนในปี 2018 และ 2019 Fed คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง โดยปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนั้น Fed คาดการณ์ว่าในปีนี้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับ 0.63% ไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้, ส่วนในปี 2017 คาดการณ์อยู่ที่ 1.38% เพิ่มขึ้น 0.25% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้, ปี 2018 คาดการณ์อยู่ที่ 2.13% เพิ่มขึ้น 0.25% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้, ปี 2019 คาดการณ์อยู่ที่ 2.88% เพิ่มขึ้น 0.25% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ระดับ 3.0% เพิ่มขึ้น 0.13% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ แถลงการณ์ Fed ระบุว่า Fed คาดการณ์ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ความเสี่ยงในระยะใกล้ค่อนข้างมีความสมดุล ส่วนในการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อนั้น Fed คาดการณ์ว่าในปีนี้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 1.5% เพิ่มขึ้น 0.2% จากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้, ส่วนในปี 2017 คาดการณ์อยู่ที่ 1.9% ไม่เปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้, ปี 2018 คาดการณ์อยู่ที่ 2.0% ไม่เปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้, ปี 2019 คาดการณ์อยู่ที่ 2.0% ไม่เปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะยาวที่ระดับ 2.0% ไม่เปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ สำหรับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ Fed คาดว่าในปีนี้จะมีการขยายตัว 1.9% เพิ่มขึ้นจากระดับ 1.8% ในการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ปี 2017 จะมีการขยายตัว 2.1% เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.0% ส่วนในปี 2018 คาดว่าจะยังคงอยู่ที่ระดับ 2.0% และปี 2019 คาดว่าจะมีการขยายตัว 1.9% เพิ่มขึ้นจากระดับ 1.8% ที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ส่วนตัวเลขการขยายตัวในระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 1.8% Fed คาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 4.7% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 4.8% ที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ และอยู่ที่ 4.5% ในปี 2017 ลดลงจากระดับ 4.6% ขณะเดียวกัน Fed ระบุว่า Fed จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยหนุนความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน และผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% ซึ่ง Fed คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2018 นอกจากนี้ Fed ยังระบุว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ได้ปรับตัวขึ้นพอสมควร ขณะที่ตลาดแรงงานใกล้อยู่ในภาวะจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนพฤศจิกายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน โดยเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน จากแรงหนุนของค่าใช้จ่ายในภาคบริการ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนี PPI จะเพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากทรงตัวในเดือนตุลาคม และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 1.3% (yoy) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2014 ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมหมวดอาหาร, พลังงาน และภาคบริการ เพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนตุลาคม และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พื้นฐาน เพิ่มขึ้น 1.8% (yoy) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2014 ยอดค้าปลีกในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.3% อันเกิดจากการได้รับผลกระทบจากยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ลดลง อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 3.8% ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร เพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนตุลาคม น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.3% ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รายฝานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายนลดลง 0.4% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนตุลาคม โดยลดลงมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะลดลง 0.2% และเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ทั้งนี้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นการประเมินผลผลิตในภาคการผลิต ภาคสาธารณูปโภค และภาคเหมืองแร่ของสหรัฐ โดยภาคการผลิต และภาคสาธารณูปโภคต่างก็ปรับตัวลงในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ภาคเหมืองแร่ปรับตัวขึ้น
ยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า ทางธนาคารได้ปฏิเสธที่จะขยายเส้นตายในการดำเนินการเพิ่มทุนของธนาคาร Monte dei Paschi di Siena (MPS) ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิตาลี โดย ECB ได้ปฏิเสธที่จะขยายเส้นตาย เนื่องจากมองว่าการขยายเส้นตายนั้นไม่มีประโยชน์ และถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลอิตาลีควรเข้ามาแทรกแซง ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคาร Monte Paschi ต้องการขอเวลาอีกราว 5 สัปดาห์ จนถึงกลางเดือนม.ค.ปีหน้า โดยระบุว่า ภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองกำลังส่งผลกระทบต่อแผนการเพิ่มทุนของทางธนาคาร ทั้งนี้ การที่ ECB ไม่อนุมัติการขยายเส้นตายออกไปนั้น จะทำให้ทางธนาคารจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล ซึ่งตามกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป ผู้ที่ถือหุ้นกู้ของธนาคารจะต้องแบกรับผลขาดทุนของธนาคาร ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
ฝรั่งเศส สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) รายงานว่าว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของฝรั่งเศสเดือนพฤศจิกายนไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า และไม่เปลี่ยนแปลงจากข้อมูลเบื้องต้นที่มีการรายงานเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 0.5% (yoy) ส่วนดัชนี CPI ของฝรั่งเศสซึ่งมีการปรับค่าสำหรับเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรป (HICP) ปรับตัวขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2557
เอเชีย: ญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะจัดการเจรจาครั้งสุดท้ายในสัปดาห์นี้เพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีโดยรวมภายในสิ้นปีนี้ การเจรจาการค้าระดับทวิภาคีดังกล่าวได้รับความสำคัญมากขึ้น หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐจะถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งเป็นข้อตกลงของ 12 ประเทศที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะระบุว่า มีความสำคัญต่อการปฏิรูป และเคยเป็นเสาหลักของนโยบายปักหมุดของสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เจ้าหน้าที่ด้านการค้ารายหนึ่งกล่าวว่านายอาเบะกล่าวว่า เขาตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงกับอียูในปีนี้ ญี่ปุ่นกำลังหาทางให้อียูลดภาษีนำเข้ารถยนต์, ชิ้นส่วนรถยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าของญี่ปุ่น และญี่ปุ่นยังก็ต้องการให้อียูลดระเบียบขั้นตอนทางราชการซึ่งบริษัทของญี่ปุ่นกำลังประสบอยู่ในการทำธุรกิจกับอียู
จีน สำนักงานกิจการไต้หวันของจีนแถลงว่า การแทรกแซงหรือการสร้างความเสียหายใดๆต่อหลักการ "จีนเดียว" จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่ว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของ "จีนเดียว" โดยถ้อยแถลงนี้ของนายทรัมป์ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลจีน หลังจากรัฐบาลจีนเคยแสดงความไม่พอใจมาแล้วต่อการที่นายทรัมป์หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินของไต้หวัน ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากสำหรับจีน เพราะจีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีน และรัฐบาลจีนได้แสดง "ความกังวลเป็นอย่างมาก" ต่อถ้อยแถลงของนายทรัมป์ ที่ปรึกษาของธนาคารกลางจีนบางคนส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางจีนพร้อมที่จะปกป้องค่าเงินหยวน และกล่าวว่าเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพจะช่วยลดแรงกดดันในทางลบที่มีต่อค่าเงินหยวนในอนาคต โดยถ้อยแถลงนี้ถือเป็นความพยายามที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อค่าเงินหยวน ในเดือนพ.ย.ปีนี้ หยวนได้อ่อนค่าแตะจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 8 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และปัจจัยนี้ส่งผลให้ทางการจีนต้องคุมเข้มการลงทุนของจีนในต่างประเทศ และสกัดกั้นการไหลออกของเงินทุน สำนักปริวรรตเงินตราของรัฐบาลจีน (SAFE) เปิดเผยว่า SAFE จะดำเนินการกวาดล้างธนาคารใต้ดินต่อไปเพื่อปกป้องความมั่นคงทางการเงินและเศรษฐกิจ หลังการประชุมกับกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้นั้น ทาง SAFE เปิดเผยว่า ทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับธนาคารที่ผิดกฎหมาย และทำให้การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในปีนี้เพื่อขัดขวางกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายของธนาคารใต้ดิน หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ของทางการจีนรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของจีนกล่าวว่า จีนจะประกาศลงโทษบริษัทผู้ผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งของสหรัฐในเร็วๆนี้ ในข้อหามีพฤติกรรมผูกขาด แต่รายงานข่าวนี้ไม่ได้ระบุชื่อบริษัทดังกล่าว ข่าวเรื่องนี้ออกมาในช่วงเวลาที่อ่อนไหวสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐ
สิงคโปร์ ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปีนี้ ขณะที่แนวโน้มสำหรับการส่งออก และภาคการเงินถูกทบทวนปรับลดลง และได้ลดคาดการณ์เศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสำหรับปีหน้าด้วย ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ 22 คนในผลสำรวจของ MAS คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 1.4% ในปีนี้ ลดลงจาก 1.8% ที่คาดไว้ในผลสำรวจฉบับก่อนในเดือนก.ย. และลดลงจาก 2.0% ในปี 2015 ขณะที่อุปสงค์ที่ซบเซาต่อเนื่องทั่วโลกกระทบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าของสิงคโปร์ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ยอดส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมันจะลดลง 4.4% ในปีนี้ เทียบกับที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะลดลง 3.6% ส่วนค่าเฉลี่ยสำหรับจีดีพีในปีหน้าจะขยายตัวอยู่ที่ 1.5% ลดลงจาก 1.8% ที่คาดไว้ในเดือนก.ย. ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3% ในปีหน้า ลดลงเล็กน้อยจาก 1.4% ที่คาดไว้ในผลสำรวจครั้งก่อน สำหรับจีดีพีในไตรมาส 4 ปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจาก 1.5% ที่คาดไว้ในเดือนก.ย. และจะเป็นการชะลอตัวจากการขยายตัว 1.1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 3 ซึ่งเศรษฐกิจหดตัวลง 2.0% จากไตรมาส 2
เกาหลีใต้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า วิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อและส่งผลให้มีการถอดถอนประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮของเกาหลีใต้ ตอกย้ำให้เห็นถึงความอ่อนแอด้านการปกครอง โดยเฉพาะความอ่อนแอที่เกิดจากสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้กับรัฐบาล อย่างไรก็ดี สถาบันการเมืองของเกาหลีใต้ดูเหมือนจะมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับประกันว่า วิกฤติจะได้รับการคลี่คลายอย่างเป็นระเบียบตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ส่งผลกระทบในทางลบมากนักต่อสถานะเครดิตของเกาหลีใต้ ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีเวลา 180 วันในการตัดสินว่า จะยืนยันการถอดถอนปธน.ปาร์คออกจากตำแหน่งหรือไม่ โดยภายในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ อำนาจของประธานาธิบดีจะได้รับการถ่ายโอนไปสู่นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าศาลรัฐธรรมนูญจะประกาศคำตัดสินออกมาก่อนเวลาที่กำหนดเป็นอย่างมาก เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีครั้งสุดท้ายในปี 2004 และเมื่อพิจารณาจากเสียงสนับสนุนที่แข็งแกร่งในรัฐสภาสำหรับการถอดถอนประธานาธิบดี ทั้งนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญประกาศคำตัดสินก่อนกำหนด เกาหลีใต้ก็จะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แทนที่จะจัดขึ้นในเดือนธ.ค. 2017 เหมือนอย่างที่เคยกำหนดไว้ในตอนแรก ความไม่แน่นอนทางการเมืองมีแนวโน้มที่จะส่งผลลบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยอาจส่งผลให้การลงทุนล่าช้าออกไป และส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ อย่างไรก็ดี ฟิทช์ไม่คาดว่าความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะกลาง โดยฟิทช์คาดว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเกาหลีใต้อาจเติบโต 2.5-3.0% ในปี 2017 และ 2018 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางที่ 1.6% สำหรับประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือขั้น AA ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของเกาหลีใต้ไว้ที่ AA- โดยมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพในเดือนมี.ค. 2016
ฟิลิปปินส์ สำนักงานอาหารแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (NFA) ได้มอบใบอนุญาตให้เทรดเดอร์ข้าวในประเทศสามารถนำเข้าข้าว 641,080 ตันจากไทย, เวียดนาม, ปากีสถาน และอินเดีย ข้าวดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการขนส่งเข้ามาในฟิลิปปินส์ภายในวันที่ 28 ก.พ. 2017 และข้าวดังกล่าวมีขนาดราว 80% ของปริมาณการนำเข้าสูงสุดที่ 805,200 ตันที่เทรดเดอร์เอกชนได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้ภายใต้โครงการโควต้ารายปีแบบเจาะจงประเทศ
ไทย บริษัทฟิทช์ เรทติงส์ระบุว่า การขยายมาตรการทางการคลังในไทยและฟิลิปปินส์มีโอกาสสูงกว่าเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะเดียวกัน ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสเล็กน้อยที่จะขยายมาตรการทางการคลัง ฟิทช์ยังคาดว่า ไทยและฟิลิปปินส์จะมีภาวะสมดุลทางการคลังในปีหน้ามากกว่าในปีที่ผ่านมา
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันพุธ ( 14 ธ.ค.) เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ สอดคล้องกับค่าเงินภูมิภาคหลายสกุลที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯก่อนเสร็จสิ้นการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเป็นเวลาสองวันที่สิ้นสุดในคืนนี้ โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และมีแนวโน้มที่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2017 และ 2018 จะเร็วกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามความคาดหมายในวันพุธ และส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นอีกในอัตราที่เร็วขึ้นในปีหน้า - ดอลลาร์/เยน วันพุธ (14 ธ.ค.) เยนอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยนักลงทุนรอดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้ซึ่งคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามความคาดหมายในวันพุธ และส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นอีกในอัตราที่เร็วขึ้นในปีหน้า - ยูโร/ดอลลาร์ วันพุธ (14 ธ.ค.) ยูโรแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้ โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งนี้ยูโรอ่อนค่าในช่วงตลาดสหรัฐฯหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามความคาดหมายในวันพุธ และส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นอีกในอัตราที่เร็วขึ้นในปีหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดเตรียมปรับตัวรับมาตรการปรับลดภาษี, การลดระเบียบขั้นตอนทางราชการและการกระตุ้นการใช้จ่ายซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ได้ให้สัญญาไว้ว่าจะดำเนินการเมื่อเข้ารับตำแหน่งในปีหน้า
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพุธ (14 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงมากที่สุดในรอบสองเดือนในวันพุธหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และส่งสัญญาณปรับขึ้นอีกในอัตราที่เร็วขึ้นกว่าคาดในปีหน้า หุ้นกลุ่มพลังงานถ่วงดัชนี S&P 500 ลงมากที่สุด หลังราคาน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลงเกือบ 4% จากความวิตกเกี่ยวกับสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลดลง 0.6% สู่ระดับ 19,792.53, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.81% สู่ระดับ 2,253.28 และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง 0.5% - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพุธ (14 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียหลายตลาดลดลงในวันนี้ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้และอาจจะส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นใน 1-2 ปีข้างหน้า รวมทั้งอาจจะปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 0.45% โดยนักลงทุนกังวลกับข่าวที่ว่า คณะกรรมการกำกับดูแลกฎระเบียบภาคประกันของจีน (CIRC) จะประกาศกฎใหม่เพื่อคุมเข้มการลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงของบริษัทประกัน ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปิดบวก 0.04% โดยหุ้นกลุ่มพลังงานมีราคาขึ้น แต่หุ้นกลุ่มวัสดุ และกลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานมีราคาลดลง การคาดการณ์ที่ว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และผู้ผลิตนอกโอเปกได้บรรลุข้อตกลงที่จะลดการผลิต หุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันเนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของฮ่องกงจะเพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอันเป็นผลจากระบบผูกติดดอลลาร์ฮ่องกงกับดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับดัชนีนิกเกอิปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.02%ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังต่อการถือสถานะการลงทุนใหม่ก่อนการประกาศมติการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้ - ตลาดหุ้นไทย วันพุธ (14 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ลดลง โดยนักลงทุนรอดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯคืนนี้ซึ่งคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะเดียวกันก็รอดูว่ารายงานหลังการประชุมจะชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วชึ้นหรือไม่ในปีหน้า
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 15 ธ.ค. 2559
|






![]() | Today | 916 |
![]() | All days | 916 |
Comments