| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Wednesday, 07 December 2016 09:53 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโกกล่าวว่า เขาคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีปรับขึ้นในช่วงนี้ และเขาคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจเติบโตราว 2.25% ในปี 2017 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นสู่ระดับราว 2.4% ในช่วงนี้ จากระดับต่ำกว่า 2% ในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. โดยนายอีแวนส์กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรบ่งชี้ว่า นักลงทุนกำลังปรับตัวรับการคาดการณ์ที่ว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐจะปรับสูงขึ้น นายอีแวนส์คาดการณ์ในทางบวกว่า สถานการณ์ในขณะนี้พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสู่ระดับเป้าหมายที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากนโยบายที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะนำมาใช้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยนายทรัมป์เคยกล่าวว่า เขาวางแผนจะปรับลดภาษี และจะปรับปรุงสะพาน, ถนน และอุโมงค์ในสหรัฐ นายอีแวนส์กล่าวว่า แผนการด้านโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ดีมาก และเขาคิดว่าการปรับลดความซับซ้อนด้านภาษีนิติบุคคลจะถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ อย่างไรก็ดี นายอีแวนส์กล่าวว่า สหรัฐไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบโจ่งแจ้ง ในขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำมาก โดยถ้อยแถลงนี้บ่งชี้ว่า นายอีแวนส์ไม่ได้สนับสนุนการใช้งบรายจ่ายขนาดใหญ่ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นายอีแวนส์ปฏิเสธที่จะกล่าวว่า เขามีความกังวลหรือไม่ว่าแผนการของนายทรัมป์อาจจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยนายอีแวนส์กล่าวว่า เขายังคงอยู่ในระหว่างการเรียนรู้เรื่องนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ และเขาจะใช้ความอดทนในการประเมินนโยบายเหล่านี้ ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางรายเคยแสดงความกังวลว่า นายทรัมป์อาจจะออกนโยบายต่อต้านการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นนโยบายที่สร้างความเสียหายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นที่คาดกันว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค. และจุดสนใจในตลาดขณะนี้มุ่งไปยังประเด็นที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพียงใดในปี 2017 ในขณะที่นายทรัมป์เริ่มประกาศใช้นโยบายใหม่ นายทรัมป์เคยกล่าวว่า นโยบายของเขาจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโต 3-4% ต่อปี หรือสูงกว่านั้น นายอีแวนส์จะมีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) ในปี 2017 โดยเขากล่าวว่าถึงแม้การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตเร็วขึ้นชั่วคราวเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ การจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตรานั้นต่อไปก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ถ้าหากไม่มีการขยายกำลังแรงงานของสหรัฐ หรือไม่มีการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นายอีแวนส์กล่าวว่า ถ้าหากไม่มีการทำสิ่งดังกล่าว ก็จะเป็นเรื่องยากในการทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ระดับยั่งยืนปรับสูงขึ้น โดยอัตราการเติบโตที่ระดับยั่งยืนอยู่ที่ราว 1.75% ในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยยอดสั่งซื้อของโรงงานเพิ่มขึ้นเกินคาด 2.7% ในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ย. นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่า ยอดสั่งซื้อของโรงงานอาจเพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนต.ค. กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยข้อมูลที่มีการปรับแก้ไขของประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 3.1% และต้นทุนแรงงานต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 0.7% ในไตรมาส 3/2016 นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่า ประสิทธิภาพการผลิตอาจเพิ่มขึ้น 3.3% ในไตรมาส 3/2016 ส่วนต้นทุนแรงงานต่อหน่วยอาจเพิ่มขึ้น 0.3% กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยยอดขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ 4.26 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.จาก 3.62 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่า สหรัฐอาจขาดดุลการค้า 4.18 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.
ยุโรป: เยอรมนี กระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อในภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค.ในอัตราสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมจะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจของเยอรมนีในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าทั้งนี้ โรงงานต่างๆมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น 4.9% ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2014 และดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดไว้ว่าอาจเพิ่มขึ้น 0.6% อุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 3.9% แม้ยอดสั่งซื้อจากยูโรโซนชะลอตัวก็ตาม
เอเชีย: จีน นายนาธาน ชีทส์ รมช.คลังสหรัฐฝ่ายกิจการระหว่างประเทศกล่าวว่า การที่ภาคเอกชนของจีนพึ่งพาเงินกู้มากยิ่งขึ้น ตอกย้ำให้เห็นว่าจีนมีความจำเป็นเร่งด่วนในเร่งรัดการปฏิรูปเพื่อมุ่งเน้นตลาด และเขากล่าวเสริมว่า การขจัดความบิดเบือนในกิจการภาครัฐถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการทำให้เศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะสมดุล นายชีทส์กล่าวว่า หนี้ภาคเอกชนที่ไม่รวมภาคการเงินของจีนซึ่งมีขนาดสูงถึงราว 145% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถือเป็นระดับหนี้สินที่สูงมากเมื่อเทียบกับบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่จัดทำโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นายชีทส์กล่าวอีกว่าระดับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในภาคเอกชนสะท้อนให้เห็นว่า การปรับสมดุลเศรษฐกิจจีนยังคงขาดความสมบูรณ์ การนำนโยบายมาใช้ในการขจัดความบิดเบือนในกิจการภาครัฐถือเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะว่ารัฐวิสาหกิจ (SOE) ของจีนมียอดหนี้สินในระดับที่ไม่ได้สัดส่วน การปฏิรูปนี้จำเป็นต้องครอบคลุมถึงการยกเลิกการค้ำประกันภาครัฐ ภาคเอกชนของจีนมียอดหนี้สิน 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงถึงราว 169% ของจีดีพี สถาบันระหว่างประเทศบางแห่งเรียกร้องให้รัฐบาลจีนยุติการให้เงินทุนแก่บริษัทที่อ่อนแอ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ขาดประสิทธิภาพ ในขณะที่รัฐวิสาหกิจมักจะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปจากบริษัทเอกชน ในช่วงต้นปีนี้ไอเอ็มเอฟเคยประกาศเตือนว่า ความเสี่ยงด้านหนี้เอกชนของจีนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติขนาดใหญ่ ถ้าหากทางการจีนประสบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหานี้
เอเชีย: จีน จีนจะเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า โดยจีนจะเปิดเผยตัวเลขทุนสำรองเงินตราต่างประเทศประจำเดือนพ.ย.ในวันพุธนี้, จะเปิดเผยตัวเลขการค้าในวันพฤหัสบดี และจะเปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในวันศุกร์ นอกจากนี้ จีนจะเปิดเผยตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร, ยอดค้าปลีก และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในวันอังคารที่ 13 ธ.ค. และจะเปิดเผยตัวเลขสินเชื่อและปริมาณเงินในวันที่ 10-15 ธ.ค. รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างสม่ำเสมอในเดือนพ.ย. โดยอัตราเงินเฟ้ออาจปรับขึ้น และสินเชื่ออาจจะขยายตัวในอัตราที่เร็วขึ้น ถึงแม้มีความกังวลเรื่องหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงกังวลเรื่องผลกระทบจากการที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ในขณะที่จีนปิดช่องทางต่างๆในการโอนเงินสดออกนอกประเทศ หลังจากหยวนดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดในรอบกว่า 8 ปี นักวิเคราะห์ 26 รายในโพลล์รอยเตอร์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนอาจจะลดลงจาก 3.121 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนต.ค. สู่ 3.091 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนพ.ย. ซึ่งจะถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2011 และจะถือเป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ปิดกั้นช่องทางในการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ และจีนได้นำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศออกมาใช้ในการแทรกแซงตลาด เพื่อสกัดกั้นหยวนไม่ให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็วเกินไป อย่างไรก็ดี เทรดเดอร์ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลจีนจะพยุงค่าเงินหยวนได้นานเพียงใด ถ้าหากดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งค่าต่อไป โพลล์รอยเตอร์คาดว่า อัตราเงินเฟ้อในราคาผู้ผลิตของจีนอาจจะเพิ่มขึ้นจาก 1.2 % ในเดือนต.ค. สู่ 2.2 % ในเดือนพ.ย. ซึ่งจะถือเป็นจุดสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาเหล็กกล้าและราคาถ่านหิน โพลล์รอยเตอร์คาดว่า อัตราเงินเฟ้อในราคาผู้บริโภคของจีนอาจจะปรับขึ้นจาก 2.1 % สู่ 2.2 % โพลล์รอยเตอร์คาดว่า ยอดส่งออกของจีนในเดือนพ.ย.อาจจะลดลง 5 % จากเดือนเดียวกันในปีก่อน หลังจากลดลง 7.3 % ต่อปีในเดือนต.ค. ในขณะที่อุปสงค์ในตลาดโลกยังคงอยู่ในภาวะเฉื่อยชา ส่วนยอดนำเข้าของจีนอาจปรับลง 1.3 % ในเดือนพ.ย. หลังจากลดลง 1.4 % ในเดือนต.ค. โพลล์รอยเตอร์คาดว่า ยอดเกินดุลการค้าของจีนอาจอยู่ที่ 4.630 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนพ.ย. โดยลดลงจาก 4.906 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนต.ค.และคาดว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนอาจปรับขึ้น 6.1 % ต่อปีในเดือนพ.ย. หลังจากปรับขึ้น 6.1 % ต่อปีในเดือนต.ค. ยอดค้าปลีกของจีนอาจเติบโต 10.1 % ในเดือนพ.ย. ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรอาจเติบโต 8.3 % ในเดือนม.ค.-พ.ย. หลังจากเติบโตในอัตรา 8.3 % ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ การปล่อยสินเชื่อใหม่ในรูปสกุลเงินหยวนอาจเพิ่มขึ้นสู่ 7.20 แสนล้านหยวน (1.0452 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในเดือนพ.ย. จาก 6.513 แสนล้านหยวนในเดือนต.ค. ปริมาณเงิน M2 ของจีนอาจจะชะลอการเติบโตลงเล็กน้อยในเดือนพ.ย. โดยอาจจะเติบโต 11.5 % ในเดือนพ.ย. หลังจากเติบโต 11.6 % ในเดือนต.ค.
เกาหลีใต้ เกาหลีใต้วางแผนจะฆ่าไก่และเป็ดเพิ่มเติม ในขณะที่เกาหลีใต้พยายามจะควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก โดยเกาหลีใต้คาดว่าจะสังหารสัตว์ปีกราว 8% ของประชากรสัตว์ปีกทั้งหมดของเกาหลีใต้ รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุในวันอังคารที่ผ่านมาว่า มีการตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 ของเกาหลีใต้แล้ว 28 กรณีนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย.เป็นต้นมา และมีอีก 10 กรณีที่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ
อินโดนีเซีย ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดของอินโดนีเซียกล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนประจำปี 2017 ไว้ที่ 670 ล้านล้านรูเปียห์ (4.996 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และที่ 840 ล้านล้านรูเปียห์สำหรับปี 2018 เป้าหมายประจำปี 2017 เท่ากับการเพิ่มขึ้น 13% จากเป้าหมายของปี 2016
ออสเตรเลีย ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.5% ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาด ขณะที่ RBA ยังคงประเมินผลกระทบของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนส.ค.และพ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ RBA ได้ประกาศมติดังกล่าวหลังการประชุมนโยบายประจำเดือน ขณะที่ผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ 64 คนโดยรอยเตอร์พบว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ว่า RBA จะคงอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ เศรษฐกิจของออสเตรเลียหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปีในไตรมาส 3 ขณะที่ภาคธุรกิจ, ผู้บริโภคและรัฐบาลลดการใช้จ่ายลง สำนักงานสถิติออสเตรเลียรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.5% ในไตรมาส 3 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในไตรมาส 2 ซึ่งนับเป็นการหดตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปี 2011 และเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ออสเตรเลียเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งสุดท้ายในปี 1991
ไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) คงการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 59 ขยายตัวในกรอบ 3.3-3.5% แต่มีความเสี่ยงที่อาจจะไม่ถึงกรอบที่วางไว้ โดยขึ้นกับเม็ดเงินและมาตรการของภาครัฐที่จะออกมา ขณะที่มองส่งออกปีนี้ จะขยายตัวอยู่ระหว่าง 0 ถึงลบ 1% ส่วนในปี 60 ยังคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไว้เติบโต 3.5-4.0% โดยมองการส่งออกจะกลับมาขยายตัว 0 ถึงบวก 2%
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันอังคาร( 6 ธ.ค.) เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ขณะที่หลายสกุลเงินในเอเซียก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเช่นกัน อย่างไรก็ดีข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯโดยรวมล่าสุดยังสนับสนุนการคาดการณ์แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคม 2559 ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯยังมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆส่วนใหญ่ โดยล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานสหรัฐฯรายงานว่าการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือนพฤศจิกายน 2559 เพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง ขณะที่ปรับลดตัวเลขเดือนตุลาคมเป็นเพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่ง จากที่รายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่ม 161,000 ตำแหน่ง ขณะที่มาร์กิตเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐลดลงเล็กน้อยสู่ 54.6 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 54.7 ในการรายงานขั้นต้น และสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ 57.2 ในเดือนพ.ย.จาก 54.8 ในเดือนต.ค. โดยตัวเลขที่สูงกว่า 50 ชี้ถึงการขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า - ดอลลาร์/เยน วันอังคาร (6 ธ.ค.) เยนอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯสอดคล้องตามแนวโน้มที่เยนอ่อนค่าในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้ และคาดการณ์ด้วยว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในปีหน้าจากมาตรการเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯอาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น - ยูโร/ดอลลาร์ วันอังคาร (6 ธ.ค.) ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยหลายปัจจัยยังส่งผลให้ยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ การประชุม ECB ในวันที่ 8 ธันวาคมซึ่งคาดว่าจะต่ออายุมาตรการ QE รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการเมื่องที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศในยุโรป
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันอังคาร ( 6 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นต่อในวันอังคาร โดยดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม และกลุ่มธนาคาร ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.18% สู่ระดับ 19,251.78, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.34% สู่ระดับ 2,212.23 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 0.45% สู่ระดับ 5,333.00 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันอังคาร ( 6 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่วันนี้สูงขึ้นโดยวันนี้ดัชนีนิกเกอิปิดเพิ่มขึ้น 0.47% ทั้งนี้ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐช่วยคลายวิตกเกี่ยวกับภาวะไร้เสถียรภาพในสหภาพยุโรป หลังจากที่นายกรัฐมนตรีมัตเตโอ เรนซีของอิตาลีประกาศลาออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ดีดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดลดลง 0.17% ขณะที่นักลงทุนได้พิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับการซื้อขายจากความเห็นของผู้ควบคุมกฎระเบียบด้านหลักทรัพย์เกี่ยวกับการเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร หุ้นบลูชิพของจีนลดลงอย่างมากเมื่อวันจันทร์ โดยดิ่งลงมากที่สุดในรอบ 6 เดือน หลังจากผู้ควบคุมกฎระเบียบด้านหลักทรัพย์ได้ประณามการซื้อหุ้นแบบไม่เป็นมิตรของผู้จัดการสินทรัพย์ที่ไม่ระบุชื่อบางราย - ตลาดหุ้นไทย วันอังคาร (6 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ทรงตัวในช่วงเช้าก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงบ่าย โดยวันนี้มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 14.82 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 7 ธ.ค. 2559
|






![]() | Today | 1007 |
![]() | All days | 1007 |
Comments