| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Tuesday, 22 November 2016 09:57 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา นายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะช่วยแบ่งเบาภาระของเฟดในการพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยระบุว่า นโยบายทางการคลังบางอย่าง โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต จะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ และช่วยรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะยาวบางส่วน ทั้งนี้ ยังกล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าใกล้เป้าหมายด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อของ Fed โดยเศรษฐกิจกำลังปรับตัวค่อนข้างดี Conference Board รายงานดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนกันยายน ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้น 0.1% ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รายงานว่า ดัชนีกิจกรรมการผลิตทั่วประเทศ (National Activity Index) ในเดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ -0.08 เพิ่มขึ้นจากระดับ -0.23 ในเดือนกันยายน
ยุโรป: อังกฤษ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เรียกร้องให้ภาคธุรกิจทำงานร่วมกับรัฐบาลให้มากขึ้นและมีความเป็นธรรมขึ้น เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจของประชาชนกลับคืนมาอีกครั้ง ในบทความของนายกฯอังกฤษซึ่งมีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ของไฟแนนเชียลไทม์สนั้น ระบุว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจในประเทศจะมุ่งมั่นในการเสริมสร้างหลักบรรษัทภิบาลที่ดีที่สุดในภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างหลักประกันว่าเสียงของพนักงานและผู้บริโภคจะสะท้อนถึงเจตนาโดยรวมที่แท้จริง ตลอดจนการเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทน ทั้งนี้ บทความของนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้รับการเผยแพร่ในสื่ออังกฤษเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เมย์เข้ารับตำแหน่งนายกฯในเดือนก.ค. ขณะที่กระแสต่อต้านของประชาชนอันเป็นผลมาจากประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ก็กำลังขยายตัว นอกจากนี้บทความดังกล่าวยังมีขึ้นก่อนหน้าที่รัฐมนตรีคลังของอังกฤษเตรียมจะแถลงนโยบายเศรษฐกิจต่อรัฐสภา หรือที่เรียกว่า Autumn Statement ในวันพุธนี้ โดยนายกฯอังกฤษยังให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสานต่อภารกิจในการที่จะลดการขาดดุล รวมถึงลดเพดานหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกันก็จะดำเนินมาตรการมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอังกฤษให้เติบโตในระยะยาว โดยก่อนหน้านี้นางเมย์เคยให้สัญญาว่าจะสร้างประเทศที่มั่นคงสำหรับทุกคนภายหลังจากประชามติ Brexit ครั้งประวัติศาสตร์
น้ำมัน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวนอกรอบการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 24 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลิมา ประเทศเปรูว่า รัสเซียพร้อมที่จะตรึงกำลังการผลิตน้ำมันพร้อมระบุว่า รัสเซียจะดำเนินการทุกอย่างตามความคาดหวังของประเทศคู่ค้าของรัสเซียในกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และยังกล่าวด้วยว่า บริษัทน้ำมันของรัสเซียมีความพร้อมที่จะตรึงการผลิตน้ำมัน นอกจากนี้ นายปูตินยังคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มโอเปกจะบรรลุข้อตกลงเรื่องการปรับลดกำลังการผลิต ในการประชุมวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพในตลาดน้ำมันและช่วยหนุนราคาน้ำมันให้แข็งแกร่งขึ้น
เอเชีย: จีน ผู้นำกลุ่มประเทศริมมหาสมุทรแปซิฟิกประกาศว่าจะต่อสู้กับมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเจ้าหน้าที่จีนกล่าวว่า ประเทศที่ต้องการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น หลังจากชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทำให้เกิดความกังวลว่า สหรัฐอาจจะยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรี นายทรัมป์หาเสียงด้วยการให้สัญญาว่า สหรัฐจะถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ และเขาขู่ที่จะจัดเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงจากสินค้าที่นำเข้าจากจีนและเม็กซิโก กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 21 ประเทศได้จัดการประชุมที่กรุงลิมา ประเทศเปรูในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไทยเป็นสมาชิกรายหนึ่งของเอเปก ผู้นำเอเปกได้ตอบโต้นายทรัมป์ด้วยการประกาศว่าพวกเขาจะต่อสู้กับมาตรการกีดกันทางการค้าทุกรูปแบบ และจะผลักดัน TPP ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐกล่าวว่า การยกเลิก TPP จะถือเป็นความผิดพลาดของสหรัฐ ปธน.โอบามากล่าวในงานแถลงข่าวหลังสิ้นสุดการประชุมเอเปกว่าเขาคิดว่าการไม่เดินหน้าสิ่งนี้จะสร้างความเสียหายต่อจุดยืนของสหรัฐในภูมิภาคนี้ และต่อความสามารถของสหรัฐในการกำหนดกฎเกณฑ์การค้าโลกในแบบที่สะท้อนค่านิยมของเราและผลประโยชน์ของเรา ปธน.โอบามาเคยเจรจาต่อรองเรื่อง TPP แต่หลังจากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ปธน.โอบามาก็ยุติการผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติ TPP และเขากล่าวว่า การให้สัตยาบันต่อ TPP จะขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐ จีนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ TPP แต่จีนพยายามผลักดัน RCEP ในช่วงที่ผ่านมา
ญี่ปุ่น โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นกล่าวกับประธานาธิบดีสี่ จิ้นผิงของจีนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า เขาตั้งใจที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีนด้วยการใช้โอกาสการครบรอบความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้นำทั้งสองได้จัดการประชุมดังกล่าว ขณะที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่กรุงลิมา นายอาเบะกล่าวกับปธน.สี่ว่า เขาต้องการจะปรับปรุงความสัมพันธ์โดยรวม โดยพิจารณาการใช้การครบรอบ 45 ปีของการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติในปีหน้า และการครบรอบ 40 ปีของสนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพญี่ปุ่น-จีนในปี 2018 กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นตามการเรียกร้องของฝ่ายญี่ปุ่น และ ปธน.สี่ จิ้นผิงได้ระบุอย่างชัดเจนแล้วถึงท่าทีตามหลักการของจีนต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก เกิดความตึงเครียดเนื่องจากข้อพิพาทด้านดินแดน ข้อมูลของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดส่งออกของญี่ปุ่นลดลงมากเกินคาดในเดือนต.ค.เป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอตัว ทั้งนี้ยอดส่งออกลดลง 10.3% ในเดือนต.ค. เทียบกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดไว้ว่าอาจลดลง 8.6% และหลังจากที่ลดลง 6.9% ในเดือนก.ย. ข้อมูลการค้าดังกล่าวออกมาหลังจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นขยายตัวเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกันในไตรมาสเดือนก.ค.-ก.ย. ขณะที่ยอดส่งออกฟื้นตัว และการนำเข้าลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่พึ่งพาการส่งออกที่อาจจะเปราะบาง การนำเข้าร่วงลง 16.5% เทียบกับที่คาดไว้ว่าจะลดลง 16.3% ส่งผลให้ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้า 4.962 แสนล้านเยน (4.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) นางทาคาโกะ มาซาอิ สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ระบุว่า การเลือกตั้งนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ, การลงมติออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) และสถานะที่อ่อนแอของภาคการเงินของอียู อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในอนาคต และทำให้ตลาดการเงินผันผวนรุนแรง นางมาซาอิกล่าวว่า มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจที่นายทรัมป์จะดำเนิน แต่เธอก็แสดงความวิตกด้วยว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศอาจกระทบความเชื่อมั่นในญี่ปุ่น นี่อาจจะมีผลกระทบในเชิงลบต่อความเชื่อมั่นที่ย่ำแย่อยู่แล้ว เป็นเรื่องสำคัญที่บีโอเจต้องบริหารนโยบาย เพื่อไม่ให้เป็นต้นตอความผันผวนที่ไม่จำเป็น ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนสำหรับบีโอเจ เนื่องจากชัยชนะของนายทรัมป์ทำให้มีแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลก ซึ่งจะทดสอบความสามารถของบีโอเจในการควบคุมการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรภายใต้กรอบนโยบายใหม่ของบีโอเจ ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา บีโอเจได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายไปเป็นการควบคุมอัตราดอกเบี้ย จากการขยายฐานเงิน
ไทย คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) เผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาส 3/59 เติบโต 3.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่โพลล์รอยเตอร์ คาดว่า จีดีพีในไตรมาส 3/59 จะเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และขยายตัว 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้าสภาพัฒน์ยังคงตัวเลขการเติบโตของจีดีพี ในไตรมาส 2/59 ไว้ที่ 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ถ้าเทียบรายไตรมาส จีดีพีไตรมาส 2/59 มีการปรับลดตัวเลขจากเดิมที่ขยายตัว 0.8% เป็นเติบโต 0.7% ส่วนจีดีพีในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ขยายตัว 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สภาพัฒน์ กล่าวในการแถลงข่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/59 เมื่อเทียบรายปี ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาครัฐ ที่ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกกลับมาขยายตัวได้ครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม การเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 3/59 ที่ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชน ที่ชะลอลง รวมทั้งการลงทุนภาครัฐก็ขยายตัวลดลงเช่นกัน สภาพัฒน์ คาดการณ์ด้วยว่าจีดีพีในปี 59 จะขยายตัว 3.2% จากเดิมคาดไว้ในกรอบ 3.0-3.5% ขณะที่โพลล์รอยเตอร์คาดไว้ที่ 3.2% โดยสภาพัฒน์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกปีนี้เป็นขยายตัว 0.0% จากเดิมคาดลดลง 1.9% สำหรับในปี 60 สภาพัฒน์คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในช่วง 3.0-4.0% ขณะที่การส่งออกจะขยายตัวได้ 2.4%
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันจันทร์ (21 พ.ย.) เงินบาทวันนี้แข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯขณะที่เงินเอเซียส่วนใหญ่ก็แข็งค่าเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯหลังจากที่ก่อนหน้านี้ดอลลาร์สหรัฐฯได้แข็งค่ามากอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับค่าเงินเอเซียส่วนใหญ่จากการที่นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมปีนี้รวมทั้งการคาดการณ์ที่ว่านโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯตนใหม่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯให้เพิ่มขึ้นในปีหน้า - ดอลลาร์/เยน วันจันทร์ (21 พ.ย.) เยนแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้หลังจากที่ผ่านมาเยนอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมปีนี้และการคาดการณ์ในทางบวกเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯสูงขึ้นในปีหน้าและกระตุ้นให้ธนาคารกลางสหรัฐฯขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปีหน้า สำหรับทางด้านญี่ปุ่นนั้นการอ่อนค่าของเยนเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกของญี่ปุ่นหลังจากที่ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้การส่งออกของญี่ปุ่นหดตัวมากเนื่องจากเงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงต้นปี โดยวันนี้ข้อมูลของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่ายอดส่งออกของญี่ปุ่นลดลงมากเกินคาดในเดือนต.ค.เป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน โดยลดลง 10.3% (YoY) ในเดือนต.ค. หลังจากที่ลดลง 6.9% ในเดือนก.ย. - ยูโร/ดอลลาร์ วันจันทร์ (21 พ.ย.) ยูโรแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากยูโรอ่อนค่าอย่างรวดเร็วในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังการเลือกตั้งในสหรัฐฯ สำหรับด้านเยอรมนีนางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า เธอต้องการจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเป็นสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งในปี 2017 โดยสิ่งนี้ถือเป็นสัญญาณของเสถียรภาพ หลังจากอังกฤษโหวตถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit และหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันจันทร์ (21 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ทะยานขึ้น และหุ้นเฟซบุ๊คหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.47% สู่ 18,956.69, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.75% สู่ 2,198.18 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 0.89% สู่ 5,368.86 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันจันทร์ (21 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่วันนี้สูงขึ้น อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้นักลงทุนจะมุ่งความสนใจไปยังสัญญาณบ่งชี้ถึงนโยบายที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะนำมาใช้ในอนาคต โดยจะให้ความสนใจต่อเรื่องนี้มากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ เพราะนักลงทุนมั่นใจว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค. ทั้งนี้ปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 0.77% โดยปัจจัยเรื่องการอ่อนค่าของเยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลบวกต่อการคาดการณ์เรื่องการส่งออกของญี่ปุ่น ขณะที่ตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นเดือนตุลาคมที่ผ่านมายังหดตัวต่อเนื่องจากผลของการแข็งค่าของเยนก่อนหน้านี้และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.79% นำโดยหุ้นบลูชิพ แต่นักวิเคราะห์ในต่างประเทศชี้ว่าตลาดถูกสกัดช่วงบวก เนื่องจากนักลงทุนบางรายยังคงไม่แน่ใจว่า ตลาดจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้หรือไม่ - ตลาดหุ้นไทย วันจันทร์ (21 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวแคบๆโดยมีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มขนส่ง และมีแรงขายมากในหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่วันนี้นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,752.22 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 1-21 พฤศจิกายน 2559 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 28,320.46 ล้านบาท ตามการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มในการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมากขึ้น โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่ม 4.44 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 22 พ.ย. 2559
|






![]() | Today | 791 |
![]() | All days | 791 |
Comments