Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Monday, 21 November 2016 09:35

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสคัดค้านแนวคิดของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะยกเลิกกฏหมายดอดด์-แฟรงค์ ซึ่งเป็นกฏหมายที่รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศใช้ในปี 2010 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยหวังหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตการทางการเงินแบบเดียวกับในปี 2008 โดยนางเยลเลนกล่าวว่า หลังจากที่สหรัฐเผชิญภาวะวิกฤตทางการเงิน ก็ทำให้ต้องมีการกำหนดมาตรการควบคุมซึ่งจะทำให้ระบบการเงินปลอดภัยขึ้น พร้อมกล่าวเสริมว่า Fed ยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อนายทรัมป์ และสภาคองเกรสชุดใหม่เริ่มการทำงานในต้นปีหน้า แต่นางเยลเลนยืนยันว่า ในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยนั้น เฟดจะพิจารณารวมถึงการตัดสินใจของทำเนียบขาว และสภาคองเกรส พร้อมกันนี้ นางเยลเลนยังยืนยันว่า มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระซึ่งจะครบกำหนดในปลายเดือนม.ค.2018 และจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนหมดวาระ พร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เฟดจะต้องมีอิสระในการดำเนินนโยบายทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ว่า หากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็มีความเป็นไปได้ว่านางเยลเลนจะประกาศลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่นายทรัมป์กล่าวโจมตีนางเยลเลนบนเวทีดีเบตกับนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต โดยกล่าวว่าเฟดได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำโดยหวังให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และเฟดกำลังเล่นการเมืองมากกว่านางฮิลลารีนอกจากนี้ นายทรัมป์ยังกล่าวหานางเยลเลนว่าได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำโดยมีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง และควรมีความละอายแก่ใจ ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์กันว่า นายทรัมป์อาจแทรกแซงการกำกับนโยบายของเฟด ด้วยการแต่งตั้งกรรมการเฟดคนใหม่อีก 2 คนสำหรับตำแหน่งที่ว่างอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ หลังจากที่นางเยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน ครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2018

นายเจมส์ แมคคอร์แมค นักวิเคราะห์จากฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ออกมาเตือนว่า หากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ดำเนินการแก้ไขนโยบายการค้าตามที่เคยหาเสียงไว้จริงๆแล้ว ก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศคู่ค้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา เม็กซิโก จีน เกาหลี สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐเอง โดยระบุว่า นโยบายการค้าที่ทรัมป์ได้ประกาศไว้เมื่อหาเสียงนั้น ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน และยังไม่น่าจะปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ พร้อมกันนี้ ยังระบุต่อไปอีก การที่นายทรัมป์ได้ประกาศแผนสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก และแผนส่งตัวผู้อพยพผิดกฎหมายกลับประเทศนั้น ยังจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจเพื่อนบ้านด้วย โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ประกาศว่าจะยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ที่สหรัฐทำไว้กับแคนาดา และเม็กซิโก และจะประกาศให้จีนเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงิน โดยมีเป้าหมายที่จะบีบให้สหรัฐมีข้อได้เปรียบมากขึ้นในการเจรจาด้านการค้า อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ผลิตในสหรัฐเรียกร้องให้ทรัมป์ทำการทบทวนนโยบายทางการค้า และดำเนินการด้วยความเหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้การค้าระหว่างสหรัฐ จีน และเม็กซิโก ดำเนินไปอย่างราบรื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงการดำเนินการทางภาษีฝ่ายเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การเจรจาต่อรองด้วย นอกจากนี้ หน่วยงานด้านธุรกิจ ผู้บริหารภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่สนับสนุนด้านการค้า ยังได้พยายามโน้มน้าวให้นายทรัมป์เห็นด้วยกับมุมมองที่ว่า ข้อตกลงการค้าเสรีจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโต ซึ่งรวมถึงช่วยสร้างงานด้วย

Conference Board  รายงานว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้น 0.1% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนกันยายน โดย Conference Board ระบุว่า ดัชนี LEI บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปจนถึงต้นปีหน้า ทั้งนี้ ดัชนี LEI คำนวณจากตัวเลขเศรษฐกิจ 10 ประเภท ซึ่งบางส่วนได้แก่ คำสั่งซื้อใหม่ของภาคการผลิต, ราคาหุ้น และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน

นายบิล ดัดลีย์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขานิวยอร์ก กล่าวเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในภาคธนาคาร แต่เขาไม่เห็นด้วยที่จะกลับไปใช้กฎระเบียบในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงิน โดยระบุว่า ไม่สามารถพูดได้ว่ากฎดอดด์-แฟรงก์มีความสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น ถ้าสามารถทำการปรับปรุงกฎดอดด์-แฟรงก์ให้ดีขึ้นได้ สภาคองเกรสก็มีเหตุผลสมควรที่จะทำ โดยขึ้นอยู่กับสภาฯ

นางเอสเธอร์ จอร์จ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาแคนซัส ซิตี้ กล่าวว่า Fed ควรรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า มากกว่าที่จะปล่อยเวลาให้ล่าช้าออกไป ทั้งนี้ นางจอร์จสนับสนุนให้Fed หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ Fed มีการรอคอยนานเกินไปก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากจะสร้างความหวาดกลัวต่อตลาด นอกจากนี้ นางจอร์จยังกล่าวเตือนว่า การปล่อยให้อัตราการว่างงานอยู่ต่ำกว่าระดับที่มีการพิจารณาว่าเป็นระดับการจ้างงานสูงสุด ได้ทำให้เกิดปัญหาในอดีต ขณะนี้อัตราว่างงานของสหรัฐอยู่ที่ระดับ 4.9% ขณะที่เฟดมองว่าระดับที่มีการพิจารณาว่าเป็นระดับการจ้างงานสูงสุดอยู่ที่ 4.8% นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวปานกลาง ขณะที่การจ้างงาน และค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น จะหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค และอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเข้าใกล้ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด

นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาเซนต์หลุยส์ ระบุว่า การเลือกตั้งในสหรัฐไม่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ในปีหน้า ขณะที่ผลกระทบที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงนโยบายจะเริ่มปรากฎตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 นอกจากนี้ นายบูลลาร์ดยังระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอย่างช้าๆ ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นการปรับนโยบายสู่ระดับปกติ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ไม่มีความหมายมากนักในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ขณะเดียวกัน นายบูลลาร์ดกล่าวสนับสนุนการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า และตั้งข้อสังเกตุถึงทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า

 

ยุโรป

นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาในระยะนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากสภาวะการระดมทุนที่อยู่ในระดับต่ำ และยังคงยึดมั่นที่จะรักษานโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ซึ่งมีความจำเป็นที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเข้าใกล้ แต่ไม่สูงกว่าระดับ 2% อย่างยั่งยืนในระยะกลาง ทั้งนี้ ECB ได้เริ่มโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในเดือนม.ค.2015 และมีกำหนดหมดอายุในเดือนมี.ค.2017 อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์คาดว่า ECB จะประกาศขยายเวลาสำหรับโครงการ QE ในการประชุมเดือนหน้า

 

เอเชีย:  จีน

จีนจะนำเสนอตนเองในฐานะผู้นำการค้าเสรีรายใหม่ในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) หยุดชะงักลง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนจะนำเสนอวิสัยทัศน์ของเขาที่มีต่อการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในการประชุมเอเปค ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงลิมา ประเทศเปรูในช่วงสุดสัปดาห์นี้ นายตู ซินฉวน ผู้เชี่ยวชาญการค้าในมหาวิทยาลัยธุรกิจและเศรษฐกิจระหว่างประเทศในกรุงปักกิ่งกล่าวว่า ถ้าหากสหรัฐเลิกเป็นผู้นำในเอเชีย จีนก็จะเข้ามาดำเนินบทบาทนี้อย่างแน่นอน นายทรัมป์เคยกล่าวในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งว่า TPP เป็น "หายนะ" ทางด้านประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐได้ยกเลิกความพยายามที่จะผลักดันให้สภาคองเกรสของสหรัฐอนุมัติ TPP ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยปธน.โอบามาระบุว่า อนาคตของ TPP ขึ้นอยู่กับนายทรัมป์และสมาชิกสภาคองเกรสพรรครีพับลิกัน ขณะนี้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อาจจะกลายเป็นข้อตกลงหลักสำหรับการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดย RCEP ได้รับการสนับสนุนหลักจากจีน และไม่ครอบคลุมสหรัฐ  RCEP ครอบคลุมประเทศสมาชิก 16 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ ที่มีไทยรวมอยู่ด้วย ส่วนอีก 6 ประเทศนอกอาเซียนได้แก่จีน, ออสเตรเลีย, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ โดยจีนถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดใน RCEP ทางด้าน TPP ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 12 ประเทศซึ่งได้แก่ สหรัฐ, ออสเตรเลีย, บรูไน, แคนาดา, ชิลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, เปรู, สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยไม่มีจีนรวมอยู่ด้วย

ราคาบ้านใหม่ของจีนเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2011 แต่ปริมาณยอดขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นได้เพิ่มมาตรการเพื่อชะลอราคาที่พุ่งขึ้นมากอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายเดือนชะลอลงในเมืองชั้นหนึ่งและชั้นสองโดยส่วนใหญ่ของจีน โดยราคาบ้านในเมืองเสิ่นเจิ้นลดลง 0.5% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่เดือนต.ค.2014 ซึ่งบ่งชี้ว่า มาตรการจำกัดตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อชะลอแรงซื้อแบบเก็งกำไรนั้นกำลังเริ่มส่งผล ทั้งนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ราคาบ้านในเมืองใหญ่ 70 เมืองของจีนเพิ่มขึ้น 12.3% ในเดือนต.ค.จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หลังจากที่เพิ่มขึ้น 11.2% ในเดือนก.ย. ราคาบ้านใน 65 เมืองจาก 70 เมืองที่ NBS ติดตามข้อมูลเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายปี และเพิ่มขึ้นจาก 64 เมืองในเดือนก.ย. แต่ราคาบ้านใน 7 เมืองลดลงเมื่อเทียบรายเดือน เมื่อเทียบกับ 6 เดือนในเดือนก.ย. ราคาบ้านในเมืองชั้นหนึ่ง อาทิ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กวางโจว และเสิ่นเจิ้น เพิ่มขึ้น 27.5%, 31.1% 23.6%, 31.7% ตามลำดับจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่อัตราการเพิ่มขึ้นลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

 

เกาหลีใต้

เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีใต้ได้ยืนยันการระบาดครั้งแรกของเชื้อไข้หวัดนก H5N6 ที่ฟาร์มสัตว์ปีก 2 แห่ง การระบาดเกิดขึ้นที่ฟาร์มดังกล่าว ซึ่งอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศ หลังจากกระทรวงได้รายงานในสัปดาห์ที่แล้วว่า พบเชื้อไข้หวัดนก H5N6 ในมูลของนกอพยพ การระบาดของเชื้อไข้หวัดนกครั้งล่าสุดของเกาหลีใต้เกิดขึ้นในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ที่แตกต่างไปที่ฟาร์มเป็ดแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ต้องมีการฆ่าเป็ดอย่างน้อย 11,000 ตัว

 

มาเลเซีย

ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) เปิดเผยว่า มาตรการด้านอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดมีจุดประสงค์เพื่อรับประกันความเป็นระเบียบ และเสถียรภาพในตลาด และไม่ใช่มาตรการควบคุมเงินทุน  รอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธว่า จดหมายแบบฟอร์ม ซึ่งถูกส่งเข้ามาในสัปดาห์นี้จากธนาคารในประเทศไปยังธนาคารที่อยู่ในต่างประเทศ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎลงนามในพันธะสัญญาเพื่อยุติการซื้อขายริงกิตในตลาดสัญญาล่วงหน้าที่ไม่มีการส่งมอบ (NDF) และพวกเขาส่งจดหมายดังกล่าวกลับมาที่ BNM

 

ไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุไม่กังวลกับการไหลออกของเงินทุนต่างชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากเงินทุนไหลออกจากทุกประเทศกลับเข้าสู่สหรัฐอเมริกา แต่มองเป็นผลดีที่เงินบาทอ่อนค่าลงจากการไหลออกของเงินทุน ซึ่งช่วยหนุนการส่งออก เขากล่าวว่าการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศในขณะนี้ เป็นเพราะนักลงทุนคาดหวังว่านโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะช่วยสร้างให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลดภาษี ตลาดยังคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อดูแลเศรษฐกิจที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น เขายืนยันว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง ติดตามดูแลสถานการณ์เคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ยังไม่มีอะไรที่น่ากังวลในขณะนี้

 

จับตาการรายงานตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาสสามในวันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายนนี้

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันศุกร์ (18 พ.ย.) เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับเงินเอเซียส่วนใหญ่ที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเช่นกันหลังจากที่เมื่อคืนนี้รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯส่วนใหญ่ออกมาดี เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 เดือนที่ 0.4% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนกันยายน และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 1.6% (yoy) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม2014 ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (ไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน  และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.1% ส่วนยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 19,000 ราย สู่ระดับ 235,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.1973 และยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่แบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ลดลง 6,500 ราย ส่วนกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเพิ่มขึ้นเกินคาด 25.5% สู่ 1.323 ล้านยูนิตในเดือนต.ค. และการอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นเกินคาด 0.3% สู่ 1.229 ล้านยูนิตในเดือนต.ค. ขณะที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในการให้การต่อสภาคองเกรสของสหรัฐในวันพฤหัสบดีว่า การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ได้ทำให้เฟดปรับเปลี่ยนแผนการในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ นางเยลเลนกล่าวว่าหลักฐานที่ออกมานับตั้งแต่เฟดจัดการประชุมในเดือนพ.ย.สอดคล้องกับการคาดการณ์ของเฟดที่ว่า  เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น และอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น

- ดอลลาร์/เยน วันศุกร์ (18 พ.ย.) เยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯและคำแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯยังหนุนการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมปีนี้

- ยูโร/ดอลลาร์ วันศุกร์ (18 พ.ย.) ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้จากการคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันศุกร์ (18 พ.ย.)  ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันศุกร์ โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์นำตลาดปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรจากการทะยานขึ้นหลังการเลือกตั้ง และตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่  ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ  0.19% สู่ 18,867.93, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง  0.24% สู่ 2,181.90 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง  0.23% สู่ 5,321.51

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันศุกร์ (18 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียหลายตลาดปรับตัวลดลงในวันนี้ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เพิ่มขึ้นทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 13 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก เนื่องจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 0.59% โดยเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่น สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.47%

- ตลาดหุ้นไทย วันศุกร์ (18 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ลดลงในช่วงเช้าก่อนที่จะสูงขึ้นในช่วงบ่ายส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.01 จุด โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตลาดในช่วงนี้ยังเป็นเรื่องการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุทมเดือนธันวาคมนี้ ขณะที่วันนี้นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 738.38 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 1-18 พฤศจิกายน 2559 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 25,568.25 ล้านบาท

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 21 พ.ย. 2559

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday714
mod_vvisit_counterAll days714

We have: 714 guests online
Your IP: 216.73.217.40
Mozilla 5.0, 
Today: May 08, 2026

4236896