Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 16 November 2016 09:22

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ยอดค้าปลีกในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากปรับตัวขึ้น 1.0% ในเดือนกันยายน มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.6% การเพิ่มขึ้นของยอดค้าปลีกในเดือนกันยายนและตุลาคม รวมกันทำสถิติเพิ่มขึ้นมากที่สุดสำหรับช่วง 2 เดือนนับตั้งแต่ต้นปี 2014 โดยยอดค้าปลีกได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ และวัสดุก่อสร้างสำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคนแมทธิว และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 4.3% ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร พุ่งขึ้น 0.8% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนกันยายน มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.3%

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยว่า แบบจำลองการคาดการณ์ GDP Now แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 4 หลังการเปิดเผยยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งในวันนี้

การขยายตัวที่ระดับ 3.3% อยู่ในระดับสูงกว่าการคาดการณ์ที่ระดับ 3.1% เมื่อวันที่ 9 พ.ย.

นายแดเนียล ทารูลโล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ( Fed ) กล่าวว่า  Fed จะจับตาปฏิกริยาของตลาด หลังจากที่ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยดีดตัวขึ้น ท่ามกลางภาวะตึงตัวของตลาดการเงิน ขณะที่ Fed กำลังพิจารณากำหนดเวลาในการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน ทั้งนี้ นายทารูลโลกล่าวว่า  Fed ไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายเพียงเพราะมีการคาดการณ์กันว่ารัฐบาลของนายทรัมป์จะทำการใช้จ่ายครั้งใหญ่ในด้านสาธารณูปโภค ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น และการขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่การขยายตัวของค่าจ้างก่อนหน้านี้ และราคาที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ก็ได้สร้างสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปแล้วสำหรับ Fed  เมื่อเทียบกับหลายเดือนก่อน ทำให้ Fed มุ่งความสนใจในการหารือเกี่ยวกับช่วงจังหวะของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม

สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.2% ส่วนสต็อกสินค้าภาคค้าปลีก ยกเว้นรถยนต์ ซึ่งจะถูกนำไปคำนวณ  GDP ทรงตัวในเดือนกันยายน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก่อน ด้านยอดขายในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ จากยอดขายดังกล่าว บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจจะใช้เวลา 1.38 เดือนในการจำหน่ายสินค้าในสต็อก ลดลงจาก 1.39 เดือนในเดือนสิงหาคม

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขานิวยอร์ค รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) มีการขยายตัวในเดือนพฤศจิกายน หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 เดือน ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ และการขนส่งปรับตัวขึ้น แต่การจ้างงานลดลง ทั้งนี้ ดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.5 จากระดับ -6.8 ในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ผลิตได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์ ซึ่งทำให้ราคาสินค้ามีราคาแพงขึ้นเมื่อมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ รวมทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันภาคการผลิต ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 0 บ่งชี้ภาวะหดตัว ขณะที่เหนือระดับ 0 บ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว

ดัชนีราคานำเข้าในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ที่ 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากขยับขึ้น 0.2% ในเดือนกันยายน และมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีราคานำเข้าจะเพิ่มขึ้น 0.4% อันเป็นผลมาจากต้นทุนราคาน้ำมัน และรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การแข็งค่าของดอลลาร์เป็นปัจจัยสกัดราคานำเข้า อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าร่วงลง 0.2% แต่เป็นการปรับตัวลงน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2014 หลังจากลดลงถึง 1.0% ด้านดัชนีราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และลดลง 1.1% เมื่อเทียบรายปี

นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed ) สาขาบอสตัน กล่าวว่า Fed มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยมีเพียงข่าวร้ายครั้งใหญ่เท่านั้น ที่จะสกัดความคาดหวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว พร้อมระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ยังระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ในปีหน้า จากปัจจุบันที่ระดับ 1.7% ขณะที่อัตราว่างงานลดต่ำลง

นายเจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาริชมอนด์ กล่าวว่า นโยบายกระตุ้นการคลังภายใต้การบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ อาจผลักดันให้เฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น โดยนายแลคเกอร์กล่าวว่า "หากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้โอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามไปด้วย" นอกจากนี้ นายแลคเกอร์ยังแสดงความคาดหวังว่า รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของนายทรัมป์จะยังคงสนับสนุนให้เฟดเป็งองค์กรอิสระเหมือนกับที่เคยเป็นมา ทั้งนี้ การแสดงความคิดเห็นของนายแลคเกอร์เป็นไปในทางเดียวกับที่นายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟดได้ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า นโยบายของนายทรัมป์ในการเพิ่มมาตรการกระตุ้นทางการคลังนั้น จะเอื้ออำนวยให้เฟดสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

ยุโรป:

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาส 3/2559 ขยายตัว 0.3% โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีเป็นปัจจัยถ่วงการขยายตัวของยูโรโซนในไตรมาส 3

 

เยอรมนี

สำนักงานสถิติกลางของเยอรมนีรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ปี 2559 ขยายตัว 0.2% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 0.3% และชะลอลงจากที่ขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 2/2559 ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีในไตรมาส 3 ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในประเทศ ขณะที่การค้ากับต่างประเทศอ่อนแรง

 

ฝรั่งเศส

สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของฝรั่งเศสในเดือนตุลาคมทรงตัวอยู่ที่ 0.0% เท่ากับเดือนกันยายน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเงินเฟ้อเบื้องต้นที่มีการเผยแพร่ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว อัตราเงินเฟ้อของฝรั่งเศสขยายตัว 0.4% (yoy) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับในเดือนกันยายน และไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเบื้องต้นเช่นกันส่วนดัชนี CPI ของฝรั่งเศส ซึ่งมีการปรับค่าสำหรับเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรป (HICP) ปรับตัวขึ้นเท่ากับเดือนก่อนที่ 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 

เอเชีย:  เกาหลีใต้

สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้เปิดเผยตัวเลขที่ผ่านการทบทวนแล้วในวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุว่ายอดส่งออกเกาหลีใต้ลดลง 3.2 % ต่อปีในเดือนต.ค. ซึ่งเท่ากับตัวเลขประเมินครั้งก่อน หลังจากลดลง 5.9 % ต่อปีในเดือนก.ย. ยอดนำเข้าเกาหลีใต้ลดลง 4.8 % ต่อปีในเดือนต.ค.ในตัวเลขที่ผ่านการทบทวนแล้ว เทียบกับตัวเลขประเมินขั้นต้นที่ลดลง 5.4 % ต่อปีในเดือนต.ค. และเทียบกับอัตราการปรับลงที่ 1.7 % ต่อปีในเดือนก.ย. ยอดเกินดุลการค้าเกาหลีใต้อยู่ที่ 6.97 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนต.ค.ในตัวเลขที่ผ่านการทบทวนแล้ว เทียบกับระดับ 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในตัวเลขขั้นต้น ซึ่งได้รายงานออกมาในวันที่ 1 พ.ย.

 

ออสเตรเลีย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยในรายงานประเมินภาวะเศรษฐกิจออสเตรเลียประจำปีว่า รัฐบาลออสเตรเลียควรพิจารณาการชะลอแนวทางที่จะนำไปสู่ความสมดุลของงบประมาณ และใช้จ่ายมากขึ้นกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมเศรษฐกิจแทน รายงานของไอเอ็มเอฟยังได้แนะนำให้ธนาคารกลางออสเตรเลียคงนโยบายการเงินแบบกระตุ้นต่อไป เมื่อพิจารณาว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังคงอยู่ในช่วงขาลง

ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) คาดว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญของออสเตรเลียเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจออสเตรเลียเติบโตใกล้อัตราศักยภาพ โดยการคาดการณ์นี้บ่งชี้ว่า RBA อาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีกในวัฏจักรนี้ รายงานการประชุมกำหนดนโยบายของ RBA ประจำวันที่ 1 พ.ย.แสดงให้เห็นว่า RBA ตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่สถิติต่ำสุดที่ 1.5 % เพราะ RBA มีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่า อัตราเงินเฟ้อจะกลับสู่ "ระดับปกติ" ในอนาคต RBA ระบุในแถลงการณ์ว่าผลการประเมินโดยรวมระบุว่า ความเสี่ยงต่อการคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในภาวะสมดุลเป็นส่วนใหญ่

 

สิงคโปร์

สิงคโปร์จะเปิดเผยตัวเลขยอดส่งออกในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. ณ เวลา 07.30 น.ตามเวลาไทย โดยโพลล์รอยเตอร์คาดว่า ยอดส่งออกอาจหดตัวลงในเดือนต.ค.เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ในขณะที่อุปสงค์ที่อ่อนแอในตลาดโลกยังไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัว รอยเตอร์สำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 11 รายในการจัดทำโพลล์นี้ โดยโพลล์คาดว่า ยอดส่งออกที่ไม่รวมน้ำมัน (NODX) อาจลดลง 3.5 % ในเดือนต.ค.ปีนี้เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน หลังจากลดลง 4.8 % ต่อปีในเดือนก.ย.

 

อินโดนีเซีย

สำนักงานสถิติของอินโดนีเซียรายงานว่า ยอดส่งออกและนำเข้าของอินโดนีเซียปรับขึ้นในเดือนต.ค. หลังจากดิ่งลงมานานหลายเดือนในส่วนของตัวเลขที่เทียบแบบปีต่อปี ยอดส่งออกของอินโดนีเซียอยู่ที่ 1.268 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนต.ค. โดยปรับขึ้น 4.60 % จากเดือนเดียวกันในปีก่อน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในโพลล์ที่ 4.29 % ทั้งนี้ อัตราการเติบโตที่ 4.60 % นี้ถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2014 ยอดนำเข้าอยู่ที่ 1.147 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนต.ค. โดยปรับขึ้น 3.27 % จากเดือนเดียวกันในปีก่อน และถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 25 เดือน อัตรา 3.27 % นี้ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2014 โดยก่อนหน้านี้โพลล์คาดว่า ยอดนำเข้าอาจเพิ่มขึ้น 4.90 % ต่อปีในเดือนต.ค.ยอดเกินดุลการค้าของอินโดนีเซียอยู่ที่ 1.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนต.ค. โดยลดลงเล็กน้อยจากระดับ 1.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนก.ย.

 

ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์จะเปิดเผยตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำไตรมาส 3 ในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. ณ เวลา 09.00 น.ตามเวลาไทย โดยโพลล์รอยเตอร์คาดว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีแนวโน้มชะลอการเติบโตลง ในขณะที่ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งจางหายไป อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะยังคงเติบโตในอัตราที่แข็งแกร่งกว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โพลล์รอยเตอร์คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของฟิลิปปินส์อาจเติบโต 1.1 % ต่อไตรมาสในไตรมาสเดือนก.ค.-ก.ย. หลังจากเติบโต 1.8 % ต่อไตรมาสในไตรมาส 2 โดยช่วงไตรมาสเดือนก.ค.-ก.ย.ถือเป็นช่วง 3 เดือนแรกที่นายโรดริโก ดูเตอร์เตเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โพลล์รอยเตอร์คาดว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์อาจเติบโต 6.7 % ต่อปีในไตรมาส 3 หลังจากเติบโต 7.0 % ต่อปีในไตรมาส 2 แต่ตัวเลขนี้ยังคงอยู่ภายในกรอบตัวเลขคาดการณ์ของรัฐบาลที่ 6.3-7.3 % ต่อปีสำหรับตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3

 

ไทย

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ เผยคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบมาตรการการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชหมุนเวียน โดยจะมีการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และปอเทือง โดยจะมีผลพลอยได้ทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังลดลงได้ สำหรับการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะดำเนินการในพื้นที่ 35 จังหวัด จำนวน 2 ล้านไร่ โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนต.ค.59-มิ.ย.60 ซึ่งจะมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อในการปลูกข้าวโพดแก่เกษตรกร ไร่ละ 4,000 บาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยจากเกษตรกร 4% ต่อปี และทางรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ธ.ก.ส.ในอัตรา 3% ต่อปี โดยจะเป็นวงเงินสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 8 พันล้านบาท ขณะที่รัฐบาลมีภาระการชดเชยดอกเบี้ย 103.76 ล้านบาท นอกจากนี้ จะมีความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ติดต่อให้เข้ามารับซื้อผลผลิตในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ดังนั้นยืนยันว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาข้าวโพดที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ส่วนโครงการปลูกปอเทือง เป็นโครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ใน 19 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ 2 แสนไร่ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนต.ค.59-พ.ค.60 โดยมีวงเงินงบประมาณดำเนินการ 383.49 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรในเรื่องค่าเตรียมดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ต้นทุน และค่าไถกลบ ซึ่งการดำเนินโครงการนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพดินและลดการใช้ปุ๋ยเคมีในอนาคตได้

 

Capital Market

- ดอลลาร์/บาท วันอังคาร (15 พ.ย.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่บาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯมาอย่างต่อเนื่องจากกลางสัปดาห์ก่อนเนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์มากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในการประชุมเดือนธันวาคมปีนี้และนักลงทุนคาดว่ามาตรการเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวมากขึ้นในปีหน้า อย่างไรก็ดีนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัสได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า มีบางนโยบายที่จะส่งผลบวกต่อจีดีพี และมีบางนโยบายที่อาจจะส่งผลลบต่อจีดีพีขณะเดียวกันเขากล่าวว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้  และเสริมว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงต่ำ

- ดอลลาร์/เยน วันอังคาร (15 พ.ย.) เยนแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่เยนอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯนับจากกลางสัปดาห์ก่อนเนื่องจากการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือนธันวาคมปีนี้ ทั้งนี้เยนอ่อนค่าในช่วงตลาดสหรัฐฯ

- ยูโร/ดอลลาร์ วันอังคาร (15 พ.ย.) ยูโรแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯต่อเนื่องนับจากกลางสัปดาห์ก่อนจากการคาดการณ์แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯขณะที่นายวิตอร์ คอนสแตนซิโอ รองประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวในวันจันทร์ว่า ตลาดการเงินได้ปรับตัวรับการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยุโรปอาจจะได้รับความเสียหายจากมาตรการกีดกันทางการค้าในสหรัฐ และจากความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศ ทั้งนี้ยูโรอ่อนค่าในช่วงตลาดสหรัฐฯ

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันอังคาร (15 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับขึ้นในวันอังคาร โดยดัชนีดาวโจนส์สามารถเพิ่มขึ้นมาปิดตลาดที่สถิติระดับปิดสูงสุดได้เป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น หลังจากที่เคยลดลงในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทางด้านหุ้นกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของราคาน้ำมัน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.29% สู่ 18,923.06, ดัชนี S&P 500 ปิดปรับขึ้น 0.75 % สู่ 2,180.39 และดัชนี Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น 1.10 % สู่ 5,275.621

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันอังคาร (15 พ.ย.) ดัชนีนิกเกอิปิดลดลง 0.03% ในวันนี้ท่ามกลางภาวะซื้อขายผันผวน ขณะที่นักลงทุนขายทำกำไรจากที่เพิ่มขึ้นมากของดัชนีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่า นโยบายทางเศรษฐกิจของนายโดนัดล์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยังได้ปัจจัยบวกจากเยนที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดลดลง 0.11%ขณะที่นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นกลุ่มทรัพยากร หลังจากราคาในตลาดสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของจีนลดลง สัญญาถ่านหิน coke และถ่านหิน coking coal ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต้าเหลียนลดลงกว่า 7% ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในวันเดียวเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์นับตั้งแต่การเปิดตัว การลดลงดังกล่าวส่งผลไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม ซึ่งทำให้ราคาเหล็กเส้น, สังกะสี และทองแดงลดลงไปด้วย ส่งผลให้หุ้นกลุ่มทรัพยากรลดลง

- ตลาดหุ้นไทย วันอังคาร (15 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นลงผันผวนโดยมีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน และขนส่ง และมีแรงขายมากในหุ้นกลุ่ม พาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ขณะที่วันนี้นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,660.49 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤศจิกายน 2559 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิรวม 20,310.51 ล้านบาท โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 7.23 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 16 พ.ย. 2559

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday874
mod_vvisit_counterAll days874

We have: 870 guests online
Your IP: 216.73.217.40
Mozilla 5.0, 
Today: May 08, 2026

4238528