Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 02 November 2016 09:18

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนลดลง 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากลดลง 0.5% ในเดือนสิงหาคม ตรงกันข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อพิจารณาตามภาคส่วนพบว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของภาคเอกชนลดลง 0.2% ขณะที่การใช้จ่ายในโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.5% และการก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยร่วงลง 1.0% ส่วนการใช้จ่ายของโครงการภาคสาธารณะลดลง 0.9% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2014 ขณะที่การก่อสร้างในโครงการของรัฐบาลในท้องถิ่น และรัฐบาลกลางต่างปรับตัวลง ทั้งนี้ เมื่อเทียบรายปี การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของสหรัฐลดลง 0.2%

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยว่า แบบจำลองการคาดการณ์ GDP Now แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯในไตรมาส 4/2559 มีแนวโน้มขยายตัว 2.3% หลังจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับตัวลงของการใช้จ่ายของผู้บริโภค และการลงทุนโดยรวม ทั้งนี้ การขยายตัวที่ระดับ 2.3% อยู่ในระดับต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ระดับ 2.7% เมื่อวานนี้

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของ ISM ที่จัดทำโดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ในเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้น 0.4% สู่ระดับ 51.9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน เพิ่มขึ้นจากระดับ 51.5 ในเดือนกันยายน และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 50.3 โดยกลุ่มอุตสาหกรรม 10 จาก 18 กลุ่มรายงานการขยายตัว ทั้งนี้ ดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัว ขณะที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิต

 

ประเด็นที่ต้องติดตาม

ตลาดการเงินจับตาผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ประชุมแล้วเสร็จในวันนี้ (2 พ.ย.)นอกจากนี้ยังมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน และดัชนีภาวะธุรกิจนิวยอร์กอีกด้วย

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป (EU) ระบุ เตรียมปฏิรูปการจัดเก็บภาษีบริษัทที่ทำธุรกิจในยุโรป เพื่อป้องกันการหาผลประโยชน์จากช่องว่างของความแตกต่างระหว่างข้อบังคับด้านการจัดเก็บภาษีในกลุ่มประเทศสมาชิก ทั้งนี้ EU ได้เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีในรูปแบบเดียวกันทั่วทั้งยุโรป ภายใต้กฎ CCCTB ที่กำหนดให้บริษัทต้องจ่ายภาษีโดยยึดตามสถานที่ตั้งของสินทรัพย์ถาวรและสถานที่ทำงานของลูกจ้าง รวมถึงสถานที่ที่มีการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้มีการนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการรายงานข้อมูลการจ่ายภาษีที่ได้ผลประโยชน์จากการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงภาษี และการเซ็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการที่รัฐบาลบางประเทศใช้เพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น รัฐบาลไอร์แลนด์ที่เคยเซ็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทแอปเปิล จนทำให้ EU ต้องออกคำสั่งให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีย้อนหลังจากแอปเปิลกว่า 1.3 หมื่นล้านยูโร

 

นอร์เวย์

E24 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจออนไลน์รายงานว่า อุตสาหกรรมน้ำมันในนอร์เวย์ได้ประกาศปลดคนงานออกราว 40,000 คนแล้วนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2014 ขณะที่บริษัทจำนวนมากทำการปรับลดขนาดของจำนวนพนักงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางด้านบทวิเคราะห์ของดีเอ็นบี มาร์เก็ตส์ระบุว่า ณ วันที่ 22 เม.ย.ในปีนี้ แรงงานในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันได้ลดลง 35,000 คน ซึ่งหมายความว่ามีการปลดพนักงานอย่างน้อย 5,000 คนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทที่มีการปลดพนักงานจำนวนมากที่สุดคือบริษัทเอเคอร์ โซลูชั่น โดยมีการปลดพนักงาน 3,270 คน ขณะที่บริษัทสแตทออยล์ตามมาเป็นอันดับ 2 โดยปลดพนักงานออก 3,023 คน

 

ประเด็นที่ต้องติดตาม

ติดตามตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของยูโรโซนและประเทศสำคัญหลักๆ ในเดือนตุลาคมจากมาร์กิต

 

เอเชีย: จีน

ไคซิน/มาร์กิตเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในภาคการผลิตของจีนขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีในเดือนต.ค. ขณะที่อุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นได้ช่วยชดเชยยอดส่งออกที่ลดลง ทั้งนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนเพิ่มขึ้นสู่ 51.2 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2014 โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 50.2 และสูงกว่าระดับ 50.1 ในเดือนก.ย.

ผลสำรวจของทางการจีนบ่งชี้ว่า การขยายตัวในภาคบริการของจีนเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค.ในอัตราที่มากกว่าในเดือนก.ย. ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของภาคบริการจีนอยู่ที่ 54.0 ในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นจาก 53.7 ในเดือนก.ย. และสูงกว่าระดับ 50 ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ผลสำรวจของทางการจีนบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคการผลิตของจีนขยายตัวในอัตราเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค. ซึ่งสนับสนุนมุมมองที่ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังมีเสถียรภาพอันเป็นผลจากการขยายตัวของภาคก่อสร้าง ทั้งนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของภาคการผลิตจีนอยู่ที่ 51.2 ในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นจาก 50.4 ในเดือนก.ย. และสูงกว่าระดับ 50 ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

 

ญี่ปุ่น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ไม่ได้ขยายขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมเป็นเวลาสองวันที่สิ้นสุดในวันที่ 1 พย.ที่ผ่านมา ถึงแม้บีโอเจปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ และเตือนว่าแนวโน้มด้านเงินเฟ้อเผชิญความเสี่ยง โดยบีโอเจส่งสัญญาณว่า บีโอเจจะตรึงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม นอกจากว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ถึงแม้บีโอเจยังคงคาดการณ์ตามเดิมว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเติบโตในอัตราปานกลาง บีโอเจก็ปรับเลื่อนเวลาที่คาดว่า บีโอเจจะบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% ออกไป และบีโอเจประกาศเตือนว่า แรงหนุนเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่อ่อนแอกว่าเมื่อ 3 เดือนก่อน บีโอเจมีมติคงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ -0.1% หลังสิ้นสุดการประชุมครั้งนี้ พร้อมทั้งคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) อายุ 10 ปีที่ระดับ 0%  ธนาคารกลางญี่ปุ่นเปิดเผยว่า บีโอเจมีแผนที่จะคงปริมาณการซื้อพันธบัตรในทุกระยะเวลาการไถ่ถอนไว้ไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนพ.ย. จากปริมาณการซื้อในเดือนต.ค. ในเดือนต.ค. บีโอเจลดวงเงินซื้อพันธบัตรทั้งหมดลงเหลือประมาณ 2 แสนล้านเยน (1.90 พันล้านดอลลาร์) หลังจากตัดสินใจในเดือนก.ย.ที่จะควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนไว้ที่ราวระดับก่อนการประชุมกำหนดนโยบายในวันที่ 20-21 ก.ย.

 

ออสเตรเลีย

ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50% ในการประชุมวันที่ 1 พย.ที่ผ่านมาตามความคาดหมาย RBA ระบุว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียมีแนวโน้มเติบโตใกล้อัตราศักยภาพในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า ในขณะที่ RBA กำลังประเมินผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนส.ค.และพ.ค.

 

เกาหลีใต้

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ระบุว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปในอนาคต ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในรายงานนโยบายการเงินรอบครึ่งปีธนาคารกลางเกาหลีใต้ระบุว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโต 2.7% ในปีนี้ ซึ่งตรงกับที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนอัตราเงินเฟ้ออาจอยู่ที่ 1% และปัจจัยนี้สนับสนุนให้ธนาคารกลางใช้จุดยืนแบบผ่อนคลายในนโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้กำหนดไว้มาเป็นเวลานานเกือบ 4 ปีแล้ว ถึงแม้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ปรับลดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อลงสู่ 2% นับตั้งแต่ปีนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถือเป็นสถิติต่ำสุด โดยธนาคารกลางเกาหลีใต้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแล้ว 6 ครั้งนับตั้งแต่ต้นปี 2013 รายงานนโยบายการเงินฉบับนี้ไม่ได้ระบุว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีกหรือไม่ แต่รายงานระบุว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจกำหนดนโยบายในอนาคตรวมถึงหนี้สินภาคครัวเรือน, การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต, ราคาน้ำมัน และการปรับโครงสร้างภาคเอกชนเกาหลีใต้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ระบุว่าภาวะเงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่เป็นกลางในขณะนี้ เพราะความเสี่ยงช่วงขาขึ้น ซึ่งรวมถึงการดีดขึ้นของราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ได้รับการชดเชยด้วยความเสี่ยงช่วงขาลง ซึ่งรวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

 

ไทย

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ปรับประมาณการการส่งออกของไทยในปี 59 เป็นขยายตัวในอัตรา 0% ถึง ลบ 1% จากเดิมคาดไว้ 0 ถึง ลบ 2% หลังภาพรวมการส่งออกมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวขึ้น ขณะที่ กกร.ยังคงกรอบคาดการณ์การขยายตัวการส่งออกปี 60 ไว้ที่ 0 ถึง ลบ 2% การส่งออกของไทยในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ยังหดตัวอยู่ 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกทั้งปี 59 มีโอกาสจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ หลังจากที่สามารถฟื้นตัวเป็นบวกได้ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา และมั่นใจว่าตัวเลขส่งออกในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จะขยายตัวเป็นบวกได้ทุกเดือน อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายอย่างเป็นทางการของการส่งออกในปีนี้ ไว้ที่ 0 ถึง ลบ 1%

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก กล่าวในเอกสารเผยแพร่ว่า สภาผู้ส่งออกคาดว่าการส่งออกของไทยในปี 59 จะอยู่ระหว่าง 0% ถึง หดตัว 0.8% โดยมองว่า การส่งออกไทยยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ รวมทั้งราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ  ขณะเดียวกันสภาผู้ส่งออกคาดว่า การส่งออกไทยในปี 60 จะขยายตัวได้ 0-1% ก่อนหน้านี้สภาผู้ส่งออกคาดว่าการส่งออกไทยปีนี้จะอยู่ในช่วง 0 ถึง ลบ 2%

กระทรวงพาณิชย์ เผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI) ในเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 0.34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการปรับเพิ่มเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันและผักสดที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า CPI ในเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 0.16%  ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงานใน ต.ค. เพิ่มขึ้น 0.74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.04% จากเดือนก่อนหน้า สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกปีนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.06% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.74% โดยกระทรวงพาณิชย์มองว่าภาพรวมเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลจากนโยบายของภาครัฐ ในการกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากทำให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในระดับอ่อนๆ ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ  กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 59 ว่าจะอยู่ที่ 0.0-1.0% ต่อไป เนื่องจากสมมติฐานต่างๆ ที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ เช่น จีดีพี ราคาน้ำมันดิบดูไบ และอัตราแลกเปลี่ยน ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันอังคาร (1 พ.ย.) เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ขณะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเอเซียส่วนใหญ่ ทั้งนี้นักลงทุนมุ่งความสนใจไปยังการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในช่วงสุดท้าย ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่เปิดเผยเมื่อคืนนี้ยังออกมาดีต่อเนื่องซึ่งสนับสนุนการคาดการณ์เกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายส่วนบุคคลในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเกินคาด 0.5%, รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด 0.3% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเป็นเวลาสองวันที่จะสิ้นสุดในวันพุธนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้

- ดอลลาร์/เยน วันอังคาร (1 พ.ย.) เยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ตามการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือนธันวาคมปีนี้ ขณะที่การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นวันนี้บีโอเจไม่ได้ขยายขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแม้บีโอเจปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ และเตือนว่าแนวโน้มด้านเงินเฟ้อเผชิญความเสี่ยง โดยบีโอเจส่งสัญญาณว่าบีโอเจจะตรึงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม นอกจากว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าในช่วงตลาดสหรัฐฯเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ

- ยูโร/ดอลลาร์ วันอังคาร (1 พ.ย.) ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะมีการประชุมเป็นเวลาสองวันในวันนี้และวันพรุ่งนี้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม แต่ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในวันที่ 8 พฤศจิกายนซึ่งประเด็นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในสัปดาห์หน้าเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตาและกังวลมากขึ้นในช่วงนี้และอาจส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนมากขึ้น

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันอังคาร(1 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันอังคาร โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ท่ามกลางความวิตกเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.58% สู่ 18,037.10, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.68% สู่ 2,111.72 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.69% สู่ 5,153.58

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันอังคาร (1 พ.ย.) ดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.10% โดยผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัทชั้นนำบางแห่งสกัดกั้นการปรับตัวขึ้นของตลาด ขณะที่การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นวันนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ได้ขยายขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถึงแม้บีโอเจปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ โดยบีโอเจส่งสัญญาณว่า บีโอเจจะตรึงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม นอกจากว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ บีโอเจปรับเลื่อนเวลาที่คาดว่าจะบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% ออกไป และเตือนว่าแรงหนุนเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่อ่อนแอกว่าเมื่อ 3 เดือนก่อน โดยบีโอเจมีมติคงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ -0.1% พร้อมทั้งคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น(JGB) อายุ 10 ปีที่ระดับ 0% สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.69% โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของจีนชี้ถึงการขยายตัวเพิ่มขึ้นและเป็นการขยายตัวที่สูงเกินคาด

- ตลาดหุ้นไทย วันอังคาร (1 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เพิ่มขึ้นนำโดยหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ รับเหมาก่อสร้าง พลังงาน และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 8.80 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 2 พ.ย. 2559

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday900
mod_vvisit_counterAll days900

We have: 899 guests online
Your IP: 216.73.217.40
Mozilla 5.0, 
Today: May 08, 2026

4222376