| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 20 November 2015 09:34 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาฟิลาเดลเฟีย รายงานว่า ดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติกเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนพฤศจิกายนสู่ระดับ 1.9 หลังจากติดลบเป็นเวลา 2 เดือน โดยอยู่ที่ระดับ -4.5 ในเดือนตุลาคม และ -6.0 ในเดือนกันยายน โดยดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 0 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัว หากอยู่สูงกว่า 0 บ่งชี้ภาวะขยายตัว โดยการเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าวแสดงถึงการดีดตัวในภาคการผลิต หลังจากได้รับผลกระทบก่อนหน้านี้จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ และการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับ -1.0 ในเดือนพฤศจิกายน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 271,000 ราย และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 300,000 รายเป็นสัปดาห์ที่ 37 ติดต่อกัน และอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง ส่วนยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ซึ่งสามารถวัดแนวโน้มตลาดแรงงานได้ดีกว่าเพราะมีความผันผวนน้อยกว่าตัวเลขรายสัปดาห์นั้น เพิ่มขึ้น 3,000 ราย สู่ระดับ 270,750 ราย แต่ยังใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 42 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนธ.ค.1973 สำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องมีจำนวนลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 2,175,000 ราย ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 7 พฤศจิกายน Conference Board เปิดเผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 0.6% สู่ระดับ 124.1 หลังจากร่วงลง 0.1% ทั้งในเดือนกันยายนและสิงหาคม โดยการเพิ่มขึ้นของดัชนีได้รับปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้น และตัวเลขการอนุญาตสร้างบ้านที่สดใส ทางด้านดัชนี Coincident Economic Index (CEI) ปรับตัวขึ้น 0.2% สู่ระดับ 113.0 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนกันยายน ส่วนดัชนี Lagging Economic Index (LAG) ปรับตัวขึ้น 0.2% สู่ระดับ 119.3 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก่อน นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวว่า เหตุโจมตีกรุงปารีส จะไม่กระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า จากการประเมินพบว่าการโจมตีดังกล่าวจะไม่เปลี่ยนแปลงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐมากนัก แม้ว่าการโจมตีมักทำให้ตลาดมีปฏิกริยารุนแรงในช่วงแรก ขณะเดียวกันยังระบุย้ำมุมมองเกี่ยวกับนโยบายของ Fed และแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed นอกจากนี้ ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆปรับตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ในที่สุด โกลด์แมน แซคส์ระบุว่า ยังคงคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบนิวยอร์คที่ระดับ 45 ดอลลาร์/บาร์เรลและราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลในปีนี้ โดยคาดว่าภาวะอุปทานส่วนเกินจะดำเนินต่อไปจนถึงปีหน้าก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งในไตรมาส 4 ปีหน้า พร้อมกันนี้ ยังคงคาดว่า ราคาทองแดงจะลดลงสู่ระดับ 4,800 ดอลลาร์/ตันภายในสิ้นปีนี้ และลดลงสู่ระดับ 4,500 ดอลลาร์/ตันภายในสิ้นปีหน้า ขณะที่ราคาทองจะอยู่ที่ 1,100 ดอลลาร์/ออนซ์ในระยะ 3 เดือน, อยู่ที่ 1,050 ดอลลาร์/ออนซ์ในระยะ 6 เดือน และอยู่ที่ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์ภายใน 12 เดือน ด้านราคาสินแร่เหล็กจะลดลงสู่ระดับ 44 ดอลลาร์/ตันในปีหน้า และ 40 ดอลลาร์/ตันใน ปี 2017 เนื่องจากการปรับเปลี่ยนด้านอุปทานยังไม่เพียงพอและอุปสงค์ลดลง โดยยังคงลดน้ำหนักการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
ยุโรป: อังกฤษ สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) รายงานว่า ยอดค้าปลีกร่วงลง 0.6% ในเดือนตุลาคม โดยได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของคำสั่งซื้ออาหารและเครื่องดื่มเมื่อเทียบรายเดือน อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วขึ้น 3.8% (y-o-y) ทั้งนี้ การเปิดเผยยอดค้าปลีกที่ซบเซาทำให้นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจอังกฤษอาจชะลอตัวต่อไปในไตรมาส 4
เอเชีย: จีน ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า จีนจะลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อภายใต้โครงการปล่อยเงินกู้ระยะสั้น (SLF) ซึ่งเป็นเครื่องมือนโยบายในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยประเภท 1 วัน และ 7 วัน สู่ระดับ 2.75% และ 3.25% ตามลำดับ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป
ญี่ปุ่น การส่งออกของญี่ปุ่นลดลงในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ซึ่งทำให้เกิดความวิตกว่าญี่ปุ่นอาจจะเผชิญความยากลำบากต่อการฟื้นตัวจากภาวะถดถอย ขณะที่อุปสงค์ที่อ่อนแอในต่างประเทศทำให้แนวโน้มการค้าซบเซา กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลบ่งชี้ว่า การส่งออกลดลง 2.1% ในเดือนตุลาคมเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากภาวะถดถอยในเร็วๆนี้ เนื่องจากตลาดจ้างงานที่ตึงตัวจะทำให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น และจะหนุนการอุปโภคบริโภค โดยมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงฟื้นตัวปานกลาง แต่การส่งออกและการผลิตได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยบีโอเจคงการประเมินภาวะเศรษฐกิจไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้บีโอเจยืนยันที่จะเพิ่มฐานเงินหรือเงินสดและเงินฝากในบีโอเจในอัตราต่อปีที่ 80 ล้านล้านเยน (6.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ผ่านทางการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์เสี่ยง โดยคณะกรรมการบีโอเจลงมติดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงฟื้นตัวปานกลาง แต่การส่งออกและการผลิตได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เขากล่าวว่า ดูเหมือนว่าตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อกำลังปรับขึ้นโดยรวมจากแนวโน้มระยะยาว แต่สัญญาณบางตัวบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่ค่อนข้างย่ำแย่ เขาคาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจแตะระดับ 2% ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณหน้า แต่จังหวะเวลาอาจจะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน บีโอเจจะตรวจสอบความเสี่ยงทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลงต่อภาวะเศรษฐกิจและราคา และจะปรับเปลี่ยนนโยบายตามความเหมาะสม ส่วนการส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่ทรงตัวในขณะนี้ นอกจากนี้ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) บ่งชี้ว่าอุปสงค์ขั้นสุดท้ายกำลังเพิ่มขึ้น และการหดตัวลงของจีดีพีในไตรมาส 3 มีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของการลงทุนในสินค้าคงคลัง เขากล่าวอีกว่าเขาจะจับตาดูว่าเหตุโจมตีในกรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคญี่ปุ่นหรือไม่
ไทย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง คาดจะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในชื่อ ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ มูลค่า 1 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปี 58 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมทุน สำหรับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะมีการออกกฎหมายที่รองรับสิ่งเหล่านี้ เขากล่าวว่ากระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยกองนี้จะเสนอขายให้กับทั้งนักลงทุนทั่วไป และนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) รวมถึงนักลงทุนต่างประเทศ กองทุนนี้จะประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าหากกองทุนมีรายได้ไม่เพียงพอ ก็จะนำเงินงบประมาณมาสมทบจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำตามที่ระบุไว้ นายอภิศักดิ์กล่าวอีกว่าเงินที่ได้จากการการจัดตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ จะนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของไทย ที่จะมีออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในปี 59 รัฐบาลประกาศว่าจะเป็นปีแห่งการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในระดับสูง
Money Market - บาท/ดอลลาร์ วันพฤหัส (19 พ.ย.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับหลายสกุลเงินเอเซียที่แข็งค่าเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯรวมทั้งดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ที่สูงขึ้น ทั้งนี้การแข็งค่าของเงินบาทเช้าวันนี้สาเหตุมาจากการขายทำกำไรดอลลาร์สหรัฐฯหลังจากดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าก่อนหน้านี้ โดยขณะนี้มีการคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ ขณะที่รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเมื่อวันที่ 27-28 ตุลาคมที่ผ่านมาชี้ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มองว่า เดือนธันวาคมอาจจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ระดับ 0% มานาน 7 ปี โดยเจ้าหน้าที่เฟด 2 คนแสดงความเชื่อมั่นว่า เฟดจะสามารถเริ่มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างราบรื่น แม้มีความวิตกว่าตลาดจะมีปฏิกิริยารุนแรงก็ตาม - เยน/ดอลลาร์ วันพฤหัส (19 พ.ย.) เยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่เยนอ่อนค่าต่อเนื่องในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาจากการที่นักลงทุนมองว่ามีความชัดเจนมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ ขณะที่การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นวันนี้มีมติ 8 ต่อ 1 ให้คงนโยบายการเงิน โดยยืนยันที่จะเพิ่มฐานเงินในอัตรา 80 ล้านล้านเยนต่อปี ขณะที่วันนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลชี้ว่า การส่งออกลดลง 2.1% ในเดือนตุลาคมจากเดือนเดียวกันปีก่อน - ยูโร/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 19 พ.ย.) เงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่ยูโรอ่อนค่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจากหลายสาเหตุทั้งเรื่องเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ปารีสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลลบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวของยุโรปโดยรวมและส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นที่ธนาคารกลางยุโรปจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันปัจจัยเรื่องการคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ก็ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพฤหัส ( 19 พ.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงเล็กน้อย โดยหุ้นกลุ่ม Healthcare ร่วงลง แม้หุ้นอินเทล และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆปรับตัวขึ้นก็ตาม ขณะที่นักลงทุนจับตาแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.02% สู่ 17,732.75, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.11% สู่ 2,081.24 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.03% สู่ 5,073.64 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพฤหัส (19 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่สูงขึ้นในวันนี้ตามทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนวันพุธหลังรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเมื่อวันที่ 27-28 ตุลาคมที่ผ่านมาชี้ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐมองว่าเดือนธันวาคมอาจจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่งหลังจากที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ระดับ 0% มานาน 7 ปี โดยเจ้าหน้าที่เฟด 2 คนแสดงความเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถเริ่มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างราบรื่น โดยดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.07% แม้ว่าวันนี้ทางการญี่ปุ่นรายงานว่าการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงนโยบายการเงิน โดยยืนยันที่จะเพิ่มฐานเงินหรือเงินสดและเงินฝากในบีโอเจในอัตราต่อปีที่ 80 ล้านล้านเยน (6.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.38% โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมากของหุ้นขนาดเล็กได้ช่วยชดเชยการลดลงของหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ - ตลาดหุ้นไทย วันพฤหัส ( 19 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เปิดตลาดสูงขึ้นในช่วงเช้าสอดคล้องกับดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนวันพุธรวมทั้งดัชนีตลาดหุ้นเอเซียโดยรวมเนื่องจากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯครั้งล่าสุดชี้ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกตลอดทั้งวัน ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 8.15 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 20 พ.ย. 2558
|






![]() | Today | 1210 |
![]() | All days | 1210 |
Comments