| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Thursday, 09 February 2017 10:00 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐตั้งคำถามว่า คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐที่ห้ามประชาชนจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสู่สหรัฐเป็นการชั่วคราวนั้นถือเป็นการตั้งเป้าไปที่กลุ่มคนด้วยเหตุผลทางศาสนาอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ คณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา 3 คนในศาลอุทธรณ์เขต 9 ของสหรัฐได้รับฟังข้อโต้แย้งเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง โดยคณะกรรมการได้กดดันทนายความของรัฐบาลสหรัฐด้วยคำถามที่ว่า การที่คณะผู้บริหารของปธน.ทรัมป์อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาตินั้น เหตุผลดังกล่าวได้รับการสนับสนุนหรือไม่จากหลักฐานที่ว่า ประชาชนจาก 7 ประเทศนั้นถือเป็นภัยคุกคาม ศาลอุทธรณ์เขต 9 ระบุในช่วงท้ายการพิจารณาคดีว่า ทางศาลจะประกาศคำตัดสินโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าคดีนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุดของสหรัฐในอนาคต สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานว่า การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 100,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 8.98 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ หรือต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ 0.3% เนื่องจากการผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐชะลอตัวลง ทั้งนี้ผู้ผลิตน้ำมันจากหินน้ำมันในสหรัฐได้เพิ่มการขุดเจาะน้ำมัน เพื่อฉวยโอกาสจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เริ่มลดการผลิตตามข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. การผลิตน้ำมันในสหรัฐจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้การปรับลดการผลิตของโอเปกไม่สามารถทำให้สต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลง และส่งผลกระทบต่อการปรับลดการผลิตของโอเปกเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีด้วย นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะแถลงรายงานรอบครึ่งปีของเฟดเกี่ยวกับนโยบายการเงิน และเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันที่ 14 ก.พ.นี้ โดยนางเยลเลนจะเริ่มแถลงในเวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นหรือ 22.00 น.ตามเวลาไทย สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 ก.พ.พุ่งขึ้นเกินคาด 13.8 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด 29,000 บาร์เรล, สต็อกน้ำมันเบนซินลดลงเกินคาด 869,000 บาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลงเกินคาด 0.5% สู่ระดับ 87.7% โพลล์รอยเตอร์คาดว่า สต็อกน้ำมันดิบอาจเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันกลั่นอาจเพิ่มขึ้น 0.3 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันเบนซินอาจเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันอาจลดลง 0.3%
ยุโรป: เยอรมนี หอการค้าของเยอรมนี (DIHK) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปีนี้สู่ระดับ 1.6% โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ส่งออกที่จะเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 3 ปี แต่ก็เตือนว่า บริษัทต่างมีความวิตกเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐ ผลสำรวจพบว่า สมาชิก DIHK 27,000 รายคาดว่า ยอดส่งออกจะเพิ่มขึ้น 3% ในปีนี้ จากที่คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ในฤดูใบไม้ผลิ DIHK ระบุว่า การค้าโลกกำลังฟื้นตัวเนื่องจากแรงหนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐ และการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่ผู้ส่งออกคลายกังวลเรื่องอุปสงค์จากต่างประเทศ แต่บริษัทมากขึ้นมองเห็นอันตรายในกรอบด้านการเมืองสำหรับธุรกิจ บริษัทต่างๆมองว่า มาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐและมาตรการต่างตอบแทน รวมทั้งการลงมติออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ หรือ Brexit และความผันผวนของค่าเงินเป็นความเสี่ยง
สก็อตแลนด์ ผลสำรวจของ BMG สำหรับหนังสือพิมพ์เฮรัลด์ สก็อตแลนด์ระบุว่า เสียงสนับสนุนให้สก็อตแลนด์แยกประเทศออกจากอังกฤษเพิ่มสูงขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ของอังกฤษประกาศสนับสนุนให้อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) อย่างสมบูรณ์ ผลสำรวจระบุว่า ชาวสก็อต 49% สนับสนุนการแยกประเทศ ในขณะที่ชาวสก็อต 51% คัดค้านการแยกประเทศ หลังจากมีการตัดกลุ่มผู้ที่ตอบว่า "ไม่ทราบ" ออกจากการคำนวณในโพลล์ ผลสำรวจแบบเดียวกันนี้ที่จัดทำในเดือนที่แล้วระบุว่า ชาวสก็อต 45.5% สนับสนุนการแยกประเทศ ในขณะที่ชาวสก็อต 54.5% คัดค้านการแยกประเทศ โดยผลสำรวจนี้คล้ายคลึงกับผลการลงประชามติเรื่องเอกราชของสก็อตแลนด์ในปี 2014 รัฐสภาสก็อตแลนด์ได้โหวตคัดค้านแผนของนายกรัฐมนตรีเมย์ในการถอนตัวออกจากอียูหรือ Brexit ในวันอังคาร โดยการโหวตนี้เป็นการโหวตเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่มีภาระผูกพัน
จีน แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า จีนได้เชิญนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ของอังกฤษเข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญในเดือนพ.ค.นี้เพื่อหารือเรื่องแผนริเริ่ม "One Belt, One Road" เพื่อสร้างเส้นทางสายไหมเส้นใหม่ แหล่งข่าวทางการทูตในกรุงปักกิ่งกล่าวกับรอยเตอร์ว่า นางเมย์อยู่ในรายชื่อผู้นำที่ได้รับการเชิญ จีนกำลังเลือกประเทศที่จีนมองว่าเป็นมิตร และผู้ที่จะมีอิทธิพลมากที่สุดในการส่งเสริม 'One Belt, One Road ทั้งนี้ One Belt, One Road" เป็นโครงการสำคัญของประธานาธิบดีสี่ จิ้นผิงของจีนที่จะลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ ทางรถไฟ, ท่าเรือ และสายไฟฟ้าทั่วภูมิภาคเอเชีย, แอฟริกา และยุโรป ก่อนหน้านี้ ที่ปรึกษาเปิดเผยว่า นางเมย์จะเดินทางเยือนจีนในปีนี้เพื่อหารือเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้า
ญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยรายงานสรุปความเห็นของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของบีโอเจในการประชุมวันที่ 30-31 ม.ค. โดยรายงานที่ได้รับการเปิดเผยออกมาในวันพุธที่ผ่านมาระบุว่า สมาชิกคณะกรรมการบีโอเจมองว่าการส่งออก, การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค และรายจ่ายฝ่ายทุนในญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้น แต่สมาชิกคณะกรรมการบีโอเจเตือนว่าอาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนที่การคาดการณ์เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้น สมาชิกคณะกรรมการเชื่อว่า เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับบีโอเจในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษต่อไป โดยสมาชิกรายหนึ่งระบุว่า บีโอเจไม่ควรรีบร้อนปรับเปลี่ยนนโยบาย สมาชิก 1 ใน 9 คนในคณะกรรมการของบีโอเจกล่าวว่านับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2016 เป็นต้นมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเขากล่าวเสริมว่ามีการส่งผลกระทบร่วมกันในทางบวก โดยเป็นผลจากเศรษฐกิจต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่น และการผ่อนคลายทางการเงินมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี สมาชิกบางคนแสดงความกังวลต่อความไม่แน่นอนในนโยบายของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐ และต่อการที่อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit ในการประชุมวันที่ 30-31 ม.ค.นั้น บีโอเจตรึงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม และปรับขึ้นคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีบีโอเจเตือนว่ายังคงเป็นเรื่องยากในการบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% ปริมาณการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคได้รับแรงกดดันในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 แต่ผู้กำหนดนโยบายพึงพอใจที่ปริมาณการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวในช่วงหลังจากนั้น การฟื้นตัวของยอดส่งออกถือเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจด้วยเช่นกัน เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐส่งสัญญาณว่า เขาจะใช้นโยบายกีดกันทางการค้า และนักเศรษฐศาสตร์บางรายกล่าวว่า ปัจจัยนี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์จำนวนมากไปยังสหรัฐ สมาชิกคณะกรรมการบีโอเจคนหนึ่งกล่าวว่า เทรดเดอร์อาจจะเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถของบีโอเจในการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ในช่วงที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น และกล่าวว่าแผนปฏิบัติการในตลาดของบีโอเจจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นสถิติอันดับสองในปี 2016 ก่อนที่ผู้นำสหรัฐกับญี่ปุ่นจะประชุมกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยประเด็นสำคัญในการประชุมคือเรื่องยอดเกินดุลการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 20.6 ล้านล้านเยน (1.8363 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในปี 2016 โดยเป็นผลจากการที่ดุลการค้ากลับมามียอดเกินดุลอีกครั้ง เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง, จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 ล้านล้านเยน และรายได้ที่สูงมากจากการลงทุนในต่างประเทศ นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่ยอดเกินดุลการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินในช่วงนี้ ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐดำเนินนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" โดยเขากล่าวหาจีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ว่าจงใจทำให้สกุลเงินของตนเองร่วงลง เพื่อที่ประเทศตนเองจะได้มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า ในช่วงตลอดทั้งปี 2016 นั้น ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้า 6.8 ล้านล้านเยน (5.995 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อสหรัฐ โดยลดลง 4.6% จากปี 2015 แต่ยอดส่งออกรถยนต์ญี่ปุ่นไปยังสหรัฐปรับขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกัน ปธน.ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นมีกำหนดจะประชุมกันในช่วงต่อไปในสัปดาห์นี้ โดยปธน.ทรัมป์กล่าวว่าเขากับนายอาเบะจะเล่นกอล์ฟด้วยกัน รายงานระบุว่า ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่นที่ 20.6 ล้านล้านเยนในปี 2016 ได้รับแรงหนุนสำคัญจากรายได้ของญี่ปุ่นที่ได้จากการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ และจากการลงทุนในพอร์ทลงทุนในต่างประเทศ โดยรายได้ดังกล่าวมีขนาด 18.1 ล้านล้านเยนในปี 2016
ไทย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง คาดจะเสนอขายหน่วยลงทุน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) ได้ในเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้ โดยจะมีมูลค่าเริ่มแรกราว 4-5 หมื่นล้านบาท โดยจะเสนอขายให้กับทั้งนักลงทุน และประชาชนทั่วไป คาดผลตอบแทนประมาณ 7-8% คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% โดยมองอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ยังเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน กนง.มองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ชัดเจนและดีกว่าที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกฟื้นตัวได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่เชื่อว่าการลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยว และการส่งออก จะเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ อย่างไรก็ตาม กนง.เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก โดยมองว่านโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทที่มากกว่าคู่ค้าและคู่แข่ง จะไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลมีแผนลงทุนโครงการสำคัญ 15 โครงการ มูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปี ตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) โดยคาดหวังว่าการพัฒนาโครงการดังกล่าว จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้ในระดับ 5% ได้อีกครั้ง ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม คาดว่า จะมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา EEC ภายใน 2-3 เดือนนี้ ทั้งนี้รัฐบาลจะผลักดันการลงทุน 15 โครงการที่จะอยู่ใน EEC ซึ่งในจำนวนนี้มี 5 โครงการที่จะนำร่องก่อน เพื่อเป็นการวางรากฐาน และดึงดูดให้ภาคเอกชนลงทุนตามมา โครงการนำร่อง จะเป็น backbone จะเป็นเรื่องของโลจิสติกส์ ระบบขนส่ง และการต่อเชื่อมสนามบินต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามา เขาคาดหวังว่า EEC จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยได้ราว 4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทำให้สัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ ลดลงเหลือ 12% จากปัจจุบันอยู่ที่ 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) รวมทั้งคาดหวังว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 1 แสนคนต่อปี ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันพุธ (8 กพ.) เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ขณะที่เงินเอเซียโดยรวมมีทั้งที่แข็งค่าและที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯโดยช่วงนี้นักลงทุนเชื่อมั่นน้อยลงว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้เหมือนที่คาดไว้ในเดือนธันวาคมปีก่อนเนื่องจากการดำเนินมาตรการต่างๆของปธน.ทรัมป์ยังไม่มีความชัดเจนในด้านการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐและการลดภาษี โดยมีแต่เพียงการดำเนินการในด้านอื่นๆซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจส่งผลได้ทั้งทางบวกและทางลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลก รวมถึงอาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินมากชึ้นในระยะยาวด้วย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกดดันดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงนี้ - ดอลลาร์/เยน วันพุธ (8 กพ.) เงินเยนแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯมีความไม่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯกล่าวหาจีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ว่าจงใจทำให้สกุลเงินของตนเองอ่อนค่า เพื่อที่ประเทศตนเองจะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันก็ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าเช่นกันในช่วงนี้ - ยูโร/ดอลลาร์ วันพุธ ( 8 กพ.) เงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้โดยมีปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งในฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ในช่วงต่อไปในปีนี้กดดันค่าเงินยูโร ทั้งนี้ผลสำรวจความเห็นประชาชนฝรั่งเศส ระบุว่า นาง Marie Le Pen ผู้นำพรรคเนชั่นแนล ฟรอนท์ ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด อาจจะได้คะแนนเสียงมากสุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก โดยนาง Le Pen ประกาศว่าจะให้ฝรั่งเศสถอนตัวออกจากยูโรโซน และจะจัดการลงประชามติเรื่องสมาชิกภาพของฝรั่งเศสในสหภาพยุโรป(อียู) โดยฝรั่งเศสจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองรอบในวันที่ 23 เม.ย. และ 7 พ.ค. ขณะที่ทางด้านกรีซเผชิญกำลังมีการทบทวนแก้ไขมาตรการช่วยเหลือ ในขณะที่การเจรจาระหว่างรัฐบาลกรีซ, เจ้าหนี้ในยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในเรื่องข้อบังคับในมาตรการช่วยเหลือกรีซได้ดำเนินมาเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพุธ ( 8 กพ.) ดัชนี S&P 500 ปิดปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันพุธ ขณะที่นักลงทุนปรับตัวรับรายงานผลประกอบการที่ไร้ทิศทาง และดัชนี Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่สองติดต่อกันโดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ เฟซบุ๊คและแอปเปิล ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารถ่วงดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.18% สู่ระดับ 20,054.34, ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.07% สู่ระดับ 2,294.67 และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 0.15% สู่ระดับ 5,682.45 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพุธ ( 8 กพ.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียวันนี้มีทั้งที่สูงขึ้นและลดลง โดยดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.51% มาอยู่ที่ 19,007.60 โดยฟื้นตัวขึ้นจากที่ลดลงในช่วงแรก ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ดีช่วยหนุนบรรยากาศซื้อขายในตลาด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะจัดการประชุมสุดยอดในวันที่ 10-11 ก.พ.นี้ โดยคาดว่าการค้าและค่าเงินจะเป็นวาระสำคัญในการหารือ ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดบวก 0.46% มาอยู่ที่ 3,167.44 ขณะที่การเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มการเงินได้หักล้างผลลบจากการที่ปริมาณทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของจีนลดลง สำหรับดัชนีฮั่งเส็งปิดเพิ่มขึ้น 0.66% สู่ระดับ 23,485.13 โดยฟื้นตัวขึ้นจากการลดลงในช่วงแรก และหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มโบรกเกอร์ของจีนหนุนตลาด หุ้นส่วนใหญ่มีราคาเพิ่มขึ้น แต่หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง เรื่องจากราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากสหรัฐได้รายงานสต็อกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น - ตลาดหุ้นไทย วันพุธ ( 8 กพ.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนื้ปรับตัวสูงขึ้นนำโดยหุ้นในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ ขนส่ง และกลุ่มเทคโนโลยี โดยวันนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 541.04 ล้านบาท ขณะที่ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 6.77 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 9 ก.พ. 2560
|
Comments