Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Friday, 03 February 2017 09:55

สหรัฐอเมริกา

ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 14,000 ราย สู่ระดับ 246,000 ราย โดยต่ำกว่าระดับ 250,000 รายซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 100 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970 ส่วนยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่โดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 2,250 ราย สู่ระดับ 248,000 รายในสัปดาห์ที่แล้วสำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง มีจำนวนลดลง 39,000 ราย สู่ระดับ 2.06 ล้านราย ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 ม.ค. ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ลดลง 13,000 ราย สู่ระดับ 2.08 ล้านราย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แสดงความวิตกต่อข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) พร้อมกับระบุว่า เขาต้องการเร่งการเจรจากับเม็กซิโก และแคนาดา เพื่อทำการเจรจาใหม่ หรือเปลี่ยนข้อตกลงใหม่ หลังจากที่เขาเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ข้อตกลงในขณะนี้ทำให้สหรัฐเสียเปรียบทางการค้า ทั้งนี้ สภาคองเกรสมีเวลา 90 วันในการพิจารณาข้อตกลงทางการค้า ก่อนที่จะมีการลงนาม ซึ่งปธน.ทรัมป์กล่าวว่า นายวิลเบอร์ รอสส์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ จะเป็นผู้นำคณะเจรจา ทางด้านนายอิลเดฟองโซ กูอาจาร์โด รมว.เศรษฐกิจของเม็กซิโก กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เม็กซิโกจะถอนตัวจากข้อตกลงนาฟต้า หากการเจรจากับสหรัฐในการแก้ไขข้อตกลง ทำให้เม็กซิโกเป็นฝ่ายเสียประโยชน์

 

ยูโรโซน

สำนักงานสถิติสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายเดือน ธ.ค. และเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี  ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดว่าดัชนี PPI จะเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน และ 1.3% เมื่อเทียบรายปี โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เพิ่มขึ้นได้แก่พลังงานที่มีราคาแพงขึ้น โดยราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบรายเดือน และ 3.9 % เมื่อเทียบรายปี ด้านดัชนี PPI ที่ไม่รวมหมวดพลังงานเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และ 0.9% เมื่อเทียบรายปี

 

อังกฤษ

รัฐบาลอังกฤษจะเปิดเผยรายงานสมุดปกขาวที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการของอังกฤษในการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit)  ภายหลังจากที่รัฐสภาอังกฤษได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมาย Brexit ทั้งนี้ สภาสามัญชน (House of Commons) ของอังกฤษลงมติด้วยคะแนนเสียง 498 ต่อ 114 เสียง เห็นชอบต่อร่างกฎหมายว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ทั้งนี้ มติดังกล่าวจะทำให้ร่างกฎหมาย Brexit ผ่านเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติต่อไป ซึ่งจะมีการพิจารณาในรายละเอียดมากขึ้น โดยพรรคแรงงานจะทำการแปรญัตติร่างกฎหมาย Brexit ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า เพื่อให้รัฐสภาอภิปรายในเนื้อหาที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยร่างกฎหมาย Brexit จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการในระหว่างวันที่ 6-8 ก.พ. ซึ่งร่างกฎหมายนี้จะส่งผลให้มีการประกาศใช้มาตรา 50 เพื่อให้อังกฤษเริ่มต้นกระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียง ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ นอกจากนี้ BoE ยังได้ประกาศคงวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 4.35 แสนล้านปอนด์ และคงวงเงินซื้อหุ้นกู้ในภาคเอกชนที่ระดับ 1 หมื่นล้านปอนด์

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปี 2017-2019 โดยคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศจะมีการขยายตัวมากขึ้น ขณะที่ได้รับแรงหนุนจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการคลัง รวมทั้งได้รับแรงผลักดันจากเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ BoE คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะมีการขยายตัว 2.0% ในปี 2017 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 1.4% ที่คาดการณ์ในเดือนพ.ย. นอกจากนี้ BoE ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัว 1.6% และ 1.7% ในปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 1.5% และ 1.6% ขณะเดียวกัน BOE ได้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับไตรมาสแรกของปี 2018 ที่ระดับ 2.7% ขณะที่ปี 2019 และ 2020 อยู่ที่ระดับ 2.6% และ 2.4% ตามลำดับ โดยได้ปรับลดจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ในเดือนพ.ย.นอกจากนี้ BoE ยังคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะมีจุดดุลยภาพที่ระดับ 4.5% เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 5%

นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ส่งสัญญาณการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ระดับต่ำ ทั้งนี้ นายคาร์นีย์กล่าวในการแถลงข่าวว่า เศรษฐกิจอังกฤษสามารถดำเนินต่อไปได้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยที่ BoE ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย พร้อมกันนี้ นายคาร์นีย์ยังระบุว่า รัฐบาลยังคงพร้อมใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัวหลังการลงประชามติแยกตัวจากสหภาพยุโรป

 

เอเชีย : ญี่ปุ่น

แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่น 2 รายเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐกำลังวางแผนขยายการประชุมสุดยอดที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ก.พ.ออกไปอีก 1 วัน หลังการประชุมกับปธน.ทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน เจ้าหน้าที่ก็กำลังจัดการให้นายอาเบะพบปะกับปธน.ทรัมป์ที่รีสอร์ทส่วนตัวของเขาที่รัฐฟลอริดาในวันที่ 11 ก.พ.นี้ นโยบายการค้าและค่าเงินอาจจะเป็นวาระสำคัญในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยปธน.ทรัมป์ได้วิจารณ์การขาดช่องทางเข้าถึงตลาดรถยนต์ญี่ปุ่นสำหรับผู้ผลิตของสหรัฐ และระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังใช้นโยบายการเงินเพื่อลดค่าเงินของตน คาดว่าญี่ปุ่นจะปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ซึ่งได้สร้างโรงงานผลิตหลายแห่งในสหรัฐ และคาดว่าญี่ปุ่นจะย้ำด้วยว่า นโยบายการเงินของประเทศมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ และไม่ใช่เพื่อทำให้เกิดการแข่งกันลดค่าเงิน  โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า ยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดของการเดินทางเยือนสหรัฐของนายอาเบะ

 

อินโดนีเซีย

นายบัมบัง กาต็อต อธิบดีกรมถ่านหินและเหมืองแร่ของอินโดนีเซียกล่าวว่า อินโดนีเซียตั้งเป้าการผลิตถ่านหินทั่วประเทศที่ 470 ล้านตันในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะผลิตถ่านหิน 413 ล้านตันในปีนี้ ทั้งนี้อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกถ่านหิน thermal coal ชั้นนำของโลก และมักจะส่งออกถ่านหินราว 75% ของปริมาณที่ผลิตได้

 

ฟิลิปปินส์

นางเรจินา โลเปซ รมว.สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์กล่าวว่า ฟิลิปปินส์จะปิดเหมืองนิกเกิลอย่างน้อย 5 แห่ง และระงับการผลิตของเหมืองอีกหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงเหมืองทองชั้นนำของฟิลิปปินส์ ขณะที่รัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นขึ้นเพื่อจัดการกับความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม  ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นผู้จัดจำหน่ายสินแร่นิกเกิลระดับชั้นนำของโลก

 

อินเดีย

นายอรุณ เจตลีย์ รมว.คลังอินเดียกล่าวว่า อินเดียวางแผนจะจัดตั้งบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง โดยใช้วิธีควบกิจการบริษัทของรัฐบาลอินเดียเข้าด้วยกัน ในขณะที่อินเดียพยายามจะปรับเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศ รัฐบาลอินเดียประสบปัญหาในการปรับเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันภายในอินเดียในช่วงนี้ และอินเดียนำเข้าน้ำมันราว 80% ของปริมาณที่ใช้ในประเทศ ทางด้านนายกรัฐมนตรีนาเรนดรา โมดีของอินเดียได้ตั้งเป้าหมายในปี 2015 ว่า อินเดียจะนำเข้าน้ำมันเพียง 67% ของปริมาณที่ใช้ในประเทศภายในปี 2020 ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก

 

ไทย

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.อยู่ที่ 74.5 จาก 73.7 ใน ธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน  ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นในเดือน ม.ค. ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ที่ออกมาในช่วงปลายปีก่อน รวมถึงการส่งออก และราคาพืชผลการเกษตร โดยเฉพาะ ยาง ที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังเพิ่มขึ้นจากบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ในช่วงปีใหม่และตรุษจีนด้วย

กระทรวงการคลังคาดเปิดขายหน่วยลงทุน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย(ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) ภายในไตรมาส 1/60 โดยจะระดมทุนในช่วงเริ่มแรกราว 5-6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) นำไปใช้ลงทุนโครงการใหม่ หลังจะนำโครงการทางพิเศษ 2 โครงการ เข้าเป็นสินทรัพย์ในกองทุน นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ากระทรวงการคลังได้เลือกโครงการ 2 โครงการของ กทพ.เพื่อมาไว้ในกองทุนฯ ซึ่งรอให้คณะกรรมการ กทพ.เห็นชอบ และเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติ หลังจากนั้นไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ก็จะเริ่มระดมทุน 5-6 หมื่นล้านบาท ภายในไตรมาสแรกปีนี้ เพื่อจ่ายให้ กทพ.ไปลงทุนในโครงการใหม่ โดยไม่เป็นภาระงบประมาณและการกู้เงินของประเทศ เขากล่าวว่าการระดมทุนของไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ทางนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ต้องการให้จำหน่ายหน่วยลงทุนให้แก่ทั้งนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย ส่วนการประกันผลตอบแทนขั้นต่ำให้กับนักลงทุน ต้องรอให้ที่ปรึกษาการเงินพิจารณา และจะมีการประกาศในช่วงเริ่มการจำหน่ายหน่วยลงทุนอีกครั้งหนึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. ระบุเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมาว่า เงินทุนที่ระดมได้จากกองทุนฯ จะให้ กทพ.นำไปลงทุนสร้างทางพิเศษ สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ซึ่งมีมูลค่าโครงการราว 3-4 หมื่นล้านบาท โดยจะเริ่มใช้เงินก้อนแรก ประมาณเดือนพ.ค.60 ส่วนโครงการของ กทพ.ที่จะนำเข้ากองทุน จะคัดเลือกโครงการทางพิเศษ 2 เส้นทาง จากที่มีตัวเลือกอยู่ 3 เส้นทาง ซึ่งได้แก่ ทางพิเศษเส้นบูรพาวิถี, ฉลองรัช และกาญจนาภิเษก

 

อื่นๆ

นายมิตสึฮิโระ ฟุรุซาวะ รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนในเรื่องแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเป็นผลจากความไม่แน่นอนในนโยบายของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ามากยิ่งขึ้น และสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของเอเชีย นายฟุรุซาวะกล่าวในงานสัมมนาที่กรุงโตเกียวว่า เศรษฐกิจเอเชียยังคงอยู่ในภาวะแข็งแกร่ง และแนวโน้มเศรษฐกิจระยะใกล้ยังคงแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจเอเชียเผชิญกับความเสี่ยง นายฟุรุซาวะกล่าวว่า  ความไม่แน่นอนอาจจะมีส่วนกระตุ้นความผันผวนทางการเงินในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และเขาเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆยังคงใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นต่อไป, ใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน และปรับเพิ่มความแข็งแกร่งของกันชนทุนสำรอง เพื่อรับมือกับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันพฤหัส (2 กพ.) เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับค่าเงินเอเซียส่วนใหญ่ที่แข็งค่าเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเป็นเวลาสองวันที่สิ้นสุดเมื่อคืนนี้ได้ตัดสินใจตรึงกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0.50-0.75% ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาด โดยระบุว่าข้อมูลที่ได้รับมานับตั้งแต่ FOMC จัดการประชุมในเดือนธ.ค.บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราปานกลาง ทั้งนี้ปริมาณการจับจ่ายใช้สอยในภาคครัวเรือนยังคงปรับขึ้นในอัตราปานกลาง ในขณะที่การลงทุนของธุรกิจยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวของ FOMC ที่ 2% ทางด้านมาตรวัดภาวะเงินเฟ้อด้านค่าตอบแทนในตลาดยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้โดยภาพรวมแนวโน้มความช้าหรือเร็วของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในปีนี้มีความไม่แน่นอนมากขึ้นเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูงมากในเรื่องผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งในแง่ของผลดีผลเสีย รวมทั้งผลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ

- ดอลลาร์/เยน วันพฤหัส (2 กพ.) เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเมื่อคืนนี้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.50-0.75% ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาด ขณะที่แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงมีมากขึ้น

- ยูโร/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 2 กพ.) เงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับค่าเงินอื่นๆส่วนใหญ่ที่แข็งค่าเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯหลังธนาคารกลางสหรัฐฯคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อคืนนี้และแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ดียูโรได้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดสหรัฐฯ

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันพฤหัส ( 2 กพ.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันพฤหัสบดี ขณะที่ตลาดชะลอการปรับตัวขึ้น หลังนักลงทุนกังวลกับความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เกี่ยวกับการค้าและนโยบายต่างๆที่เขาจะดำเนินการ อาทิ การจำกัดการเดินทางของชาวต่างชาติเข้าสู่สหรัฐ และการทำข้อตกลงการค้าใหม่ ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.03% สู่ระดับ 19,884.91, ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.06% สู่ระดับ 2,280.85 และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 0.11% สู่ระดับ 5,636.20

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันพฤหัส (  2 กพ.)  ตลาดหุ้นจีนปิดทำการในวันนี้เนื่องในเทศกาลตรุษจีน สำหรับดัชนีตลาดหุ้นอื่นๆของเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่ลดลง โดยดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 1.22% มาอยู่ที่ 18,914.58 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.นักลงทุนจับตาการแถลงผลประกอบการของภาคเอกชนญี่ปุ่น ขณะที่เงินเยนที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และนโยบายกีดกันการค้ามากขึ้นของสหรัฐฯยังส่งผลลบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อเนื่อง สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดลดลง 0.57%

- ตลาดหุ้นไทย วันพฤหัส ( 2 กพ.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้สูงขึ้นในช่วงเปิดตลาดก่อนที่จะปรับตัวลดลงหลังจากนั้นสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ที่ได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯที่จะส่งผลลบต่อตลาดเอเซียมากขึ้น โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 3.65 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 3 ก.พ. 2560

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment