Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Tuesday, 24 January 2017 09:54

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี เพื่อให้สหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงการค้าเสรีหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) อย่างเป็นทางการแล้ว โดย ปธน.ทรัมป์ โดยกล่าวว่า การลงนามในคำสั่งให้สหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลง TPP ถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับแรงงานชาวสหรัฐฯ ทั้งนี้ ข้อตกลง TPP ได้เผชิญภาวะชะงักงันในสภาคองเกรส ซึ่งมีแนวโน้มไม่อนุมัติข้อตกลงดังกล่าว

คณะกรรมการการค้าสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐ (CFTC) รายงานว่า กองทุนเฮดจ์ได้รีบเร่งซื้อสัญญาน้ำมันดิบสหรัฐในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้สถานะซื้อเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2014 ขณะที่ราคาพุ่งขึ้นจากความหวังที่ว่า ซาอุดิอาระเบียและผู้ผลิตชั้นนำของโลกได้ปฏิบัติตามแผนลดการผลิต โดย CFTC เปิดเผยว่า กลุ่มนักเก็งกำไรได้เพิ่มสถานะการลงทุนในสัญญาล่วงหน้าและออปชั่นน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คและลอนดอนขึ้น 44,481 สัญญา สู่ 371,539 สัญญาในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันอังคารที่ 17 ม.ค.สถานะการลงทุนในสัญญาล่วงหน้าและออปชั่นน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คในกลุ่มนักเก็งกำไรพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนจนถึงปี 2006

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาญี่ปุ่นและจีนว่า ทั้งสองประเทศมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อบริษัทสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์หลังการสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ โดยมุ่งเน้นนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" โดยการตัดสินใจด้านการค้า, ภาษี, ประเด็นคนเข้าเมือง และกิจการต่างประเทศ จะต้องเอื้อประโยชน์ต่อแรงงานชาวสหรัฐ และครอบครัวชาวอเมริกัน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เปิดเผยว่า มีกำหนดจะพบกับนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ เพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์พิเศษ และข้อตกลงการค้าในเร็วๆ นี้ รวมถึงจะเจรจา ทบทวนข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้ากับนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ผู้นำแคนาดา และประธานาธิบดีเอนริเก้ เปญา เนียโต ของเม็กซิโก โดยจะเจรจาถึงปัญหาความมั่นคงและการอพยพเข้าเมืองในบริเวณพรมแดนด้วย คาดว่า จะพบกันในวันที่ 31 มกราคมนี้ ทั้งนี้ NAFTA เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1994 และ NAFTA กับข้อตกลงการค้าอื่นๆเป็นประเด็นที่กระตุ้นให้ชาวสหรัฐในรัฐอุตสาหกรรมหันมาโหวตเลือกนายทรัมป์ในเดือนพ.ย. 2016 ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญการค้า, นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลกล่าวว่า แคนาดาและเม็กซิโกจะเรียกร้องสิทธิพิเศษอย่างแข็งกร้าวเช่นกัน และเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะมีการแก้ไขอัตราภาษีศุลกากร 0% ในนาฟตา โดยการเจรจาต่อรองในเรื่องนี้อาจต้องใช้เวลาราว 2-3 ปี  ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ยังได้โทรศัพท์หารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และเห็นพ้องที่จะหารือกันอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากอิหร่าน และยังได้เชิญนายเนทันยาฮูให้เดินทาง เยือนทำเนียบขาวในต้นเดือนกุมภาพันธ์ด้วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดการประชุมกับผู้บริหารของภาคการผลิตสหรัฐ โดยเรียกร้องให้บริษัทต่างๆกลับเข้ามาผลิตสินค้าในสหรัฐ ซึ่งเขาให้สัญญาว่าจะแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทดังกล่าว ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ ระบุต้องการลดกฎระเบียบต่างๆลงถึง 75% หรือมากกว่า เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ เนื่องจากขณะนี้มีกฎระเบียบต่างๆมากเกินไป จนทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำการค้า พร้อมยังกล่าวว่า เขาต้องการให้บริษัทสหรัฐทำการผลิตสินค้าอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเขาคิดว่าการผลิตสินค้าในสหรัฐจะใช้ต้นทุนต่ำกว่าการผลิตในต่างประเทศ และมีการส่งกลับมาจำหน่ายในสหรัฐ ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์ยังเสนอมาตรการจูงใจต่อภาคธุรกิจ โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐจะให้การอนุมัติอย่างรวดเร็ว หากบริษัทใดๆ ต้องการสร้างโรงงานแห่งใหม่นอกจากนี้ เขายังขู่ว่าบริษัทต่างๆ ที่ย้ายฐานการผลิตออกนอกสหรัฐจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง

 

ยุโรป: อังกฤษ

ยอดค้าปลีกของอังกฤษร่วงลง 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2012 และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่าอาจลดลง 0.1% แต่การขยายตัวของยอดค้าปลีกโดยรวมในไตรมาส 4 อยู่ที่ 1.2% ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.1% ในไตรมาสดังกล่าว

 

เอเชีย : จีน

หยวนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอินเตอร์แบงก์ลดลง แต่ก็ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น หลังจากธนาคารกลางจีนได้ดำเนินการผ่อนคลายภาวะสภาพคล่องตึงตัวในสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางจีนกำหนดค่ากลางที่ 6.8572 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 0.0121 หยวนจากค่ากลางของวันศุกร์ที่ 6.8693 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ การแข็งค่าของค่ากลางมีสาเหตุมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากการกล่าวสุนทรพจน์เรื่องนโยบายกีดกันทางการค้าในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสุนทรพจน์ครั้งแรกของเขาในฐานะประธานาธิบดีเมื่อวันศุกร์ที่แล้วสะท้อนนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุนหลายคนที่คาดหวังว่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาษี

 

ญี่ปุ่น

รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นเกือบ 2 ใน 3 ไม่ได้วางแผนจะปรับขึ้นค่าแรงคนงานในปีนี้ และสิ่งนี้สวนทางกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นที่เรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าแรง โดยแผนของนายอาเบะมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเพื่อยุติภาวะเงินฝืดที่ดำเนินมานานราว 20 ปี รอยเตอร์จัดทำผลสำรวจรายเดือนนี้จากการสอบถามบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 4-17 ม.ค. โดยมีบริษัท 240 แห่งที่ตอบแบบสำรวจนี้ และบริษัท 63% ระบุว่า ทางบริษัทไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นค่าตอบแทนพื้นฐาน  ผลสำรวจพบว่า การปรับขึ้นค่าจ้างส่วนใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่นายอาเบะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อยู่ในระดับต่ำมาก และมีบริษัทเกือบ 25% ที่ไม่ได้ปรับขึ้นค่าแรงเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นายอาเบะมักจะกล่าวเรียกร้องให้บริษัทปรับขึ้นค่าแรงเพื่อจะได้เพิ่มกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย โดยนายอาเบะมักจะกล่าวถึงเรื่องนี้ก่อนที่ฝ่ายคนงานกับฝ่ายผู้บริหารบริษัทจะเริ่มต้นการเจรจา "ชุนโตะ" ประจำปีเพื่อกำหนดค่าแรงในแต่ละปี  อย่างไรก็ดีบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของนายอาเบะ ทั้งนี้ถึงแม้ว่าเยนอ่อนค่าในระยะนี้ บริษัทหลายแห่งก็ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากการแข็งค่าของเยนในปีที่แล้ว และบริษัทญี่ปุ่นไม่ต้องการจะให้สัญญาว่าจะปรับขึ้นค่าแรง ในขณะที่มีความไม่แน่นอนในเรื่องที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอาจจะดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเลือกที่จะจ่ายโบนัสพิเศษให้แก่พนักงาน หลังจากรู้ตัวเลขผลกำไรของบริษัทแล้ว แทนที่จะใช้วิธีให้สัญญาว่าจะปรับขึ้นค่าตอบแทนพื้นฐาน ค่าตอบแทนพื้นฐานในญี่ปุ่นแทบไม่ได้ปรับขึ้นเลยนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 จนกระทั่งนายอาเบะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในช่วงปลายปี 2012 โดยให้สัญญาว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น

 

ฟิลิปปินส์

รัฐบาลจีนและฟิลิปปินส์แถลงหลังการประชุมที่กรุงปักกิ่งว่า จีนตกลงที่จะให้ความร่วมมือกับฟิลิปปินส์ในโครงการ 30 โครงการที่มีมูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดความยากจน นายเกา หูเชิง รมว.พาณิชย์จีนประกาศเรื่องข้อตกลงนี้โดยไม่ได้ให้รายละเอียด และเขากล่าวว่า ข้อตกลงเหล่านี้เป็น "ขั้นต้น" ของโครงการที่ยังไม่ได้วางแผนให้แล้วเสร็จ และธนาคารพาณิชย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเหล่านี้ยังคงต้องทำงานด้านเอกสารต่อไป นายคาร์ลอส โดมิงเกซ รมว.คลังฟิลิปปินส์กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมาก และทั้งสองประเทศได้หารือกันเรื่องโครงการขนาดใหญ่ในเขตชนบท และหารือเรื่องโครงการขนาดเล็กบางโครงการด้วย  ฟิลิปปินส์ได้ยื่นเสนอโครงการทั้งหมด 38 โครงการ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความยากจน จีนไม่ได้ระบุว่า โครงการที่ตกลงกัน 30 โครงการนี้มาจาก 38 โครงการที่ยื่นเสนอมาหรือไม่

 

ไทย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เผยรัฐบาลจะต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน หลังจากมาตรการที่ให้เอกชนนำค่าใช้จ่ายในการลงทุน มาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หมดลงไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา แต่จะมีการปรับลดสิทธิประโยชน์ลง และผู้ที่จะใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว จะต้องเข้ามาลงทะเบียนก่อน  รมว.คลัง กล่าวในการแถลงข่าวว่าหลักการคือ คนที่ตัดสินใจลงทุนปีที่แล้ว ควรจะได้สิทธิประโยชน์มากกว่าคนที่เพิ่งมาคิดได้ว่าจะลงทุนในปีนี้ และเที่ยวนี้ถ้าใครอยากได้ จะต้องมีการมาลงทะเบียนก่อนว่าจะลงเท่าไหร่ เราจะได้เห็นว่าใครจะลงจริงบ้าง แต่ว่าจะเป็นเท่าไหร่ ให้รอตอนเข้าครม. เขาระบุว่าภาคเอกชนที่สนใจขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุน จะต้องมีการลงทะเบียนกับกรมสรรพากรก่อน ว่ามีแผนจะลงทุนเป็นจำนวนเท่าไร และต้องเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นภายในปี 60 จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้ส่งเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2 สัปดาห์มาแล้ว โดยรอบรรจุเข้าวาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อไป

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันจันทร์ (23 มค.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับเงินเอเซียส่วนใหญ่ที่แข็งค่าเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการของนายโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งมีนโยบายจะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯทั้งในเรื่องการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเจรจาการค้าใหม่กับประเทศต่างๆเพื่อให้มีการขยายการลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆในประเทศมากขึ้น ซึ่งนโยบายดังกล่าวส่งผลให้มีแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯจะเร่งตัวขึ้นซึ่งสนับสนุนการการคาดการณ์การเร่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่นโยบายกีดกันการค้ามากขึ้นดังกล่าวก็สามารถส่งผลลบย้อยกลับมายังสหรัฐฯได้เช่นกันซึ่งทำให้นักลงทุนก็ยังไม่ค่อยมั่นใจมากนักว่าการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โดยรวมแล้วในระยะยาวจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯหรือไม่ ดังนั้นแม้ว่าปัจจัยเรื่องการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นของสหรัฐฯยังหนุนดอลลาร์สหรัฐฯให้มีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆในระยะยาว แต่ว่าในระยะสั้นยังมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯกลับมาอ่อนค่าได้บางช่วงได้เช่นกัน

- ดอลลาร์/เยน วันจันทร์ (23 มค.) เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ ทั้งนี้เยนกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ว่าปัจจัยเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและการที่สหรัฐฯจะถอนตัวจาก TPP จะเป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินเยนก็ตาม อย่างไรก็ดีปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจโลก เช่น จีน การเลือกตั้งในยุโรป Brexit ก็ยังส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินเยน

- ยูโร/ดอลลาร์ วันจันทร์ ( 23 มค.) เงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์หลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการของนายโดนัลด์ ทรัมป์

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันจันทร์ ( 23 มค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันจันทร์หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แสดงจุดยืนในการปกป้องการค้า ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องทบทวนอีกครั้งสำหรับการทะยานขึ้นของตลาดหลังการเลือกตั้ง ปธน.ทรัมป์ได้ลงนามเพื่อถอนตัวอย่างเป็นทางการแล้วจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งประกอบด้วย 12 ประเทศ และยืนยันที่จะเจรจราต่อรองใหม่กับแคนาดาและเม็กซิโกสำหรับความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.14% สู่ 19,799.85, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.27% สู่ระดับ 2,265.20 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.04% สู่ 5,552.94

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันจันทร์ ( 23 มค.) ดัชนีนิกเกอิลดลงในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากเยนที่กลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มส่งออก ขณะที่ปัจจัยเรื่องการที่สหรัฐฯจะถอนตัวจาก TPP ก็ส่งผลลบต่อญี่ปุ่นด้วย รวมไปถึงแนวโน้มที่สหรัฐฯจะใช้นโยบายกีดกันการค้ากับประเทศต่างๆซึ่งจะส่งผลลบต่อการค้าโลกโดยรวม โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 1.29% ส่วนดัชนีเซี่ยงไอ้คอมโพสิตปิดบวก 0.43% โดยดัชนีลดช่วงบวกในช่วงเช้าออกไปบ้างท่ามกลางปริมาณซื้อขายเบาบาง ขณะที่นักลงทุนไม่ต้องการถือสถานะการลงทุนใหม่ก่อนวันหยุดเทศกาลตรุษจีน โดยตลาดหุ้นจีนจะปิดทำการระหว่างวันที่ 27 ม.ค.-2 ก.พ.เนื่องในเทศกาลตรุษจีน สำหรับดัชนีฮั่งเส็งปิดเพิ่มขึ้น  0.06% โดยนักวิเคราะห์ในฮ่องกงชี้ว่านักลงทุนระมัดระวัง โดยจับตาการดำเนินการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะมีผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

- ตลาดหุ้นไทย วันจันทร์ ( 23 มค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้สูงขึ้นในช่วงเปิดตลาดและทรงตัวอยู่ในแดนบวกตลอดวัน โดยวันนี้มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มพาณิชย์ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 7.80 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 24 ม.ค. 2560

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment