| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Monday, 26 December 2016 09:34 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา ยอดขายบ้านใหม่ในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 592,000 ยูนิต หลังจากอยู่ที่ระดับ 563,000 ยูนิตในเดือนตุลาคม นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านใหม่จะเพิ่มขึ้น สู่ระดับ 575,000 ยูนิตในเดือนพฤศจิกายน อันเป็นผลจากชาวสหรัฐแห่เข้าซื้อบ้าน จากความวิตกที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะดีดตัวขึ้นต่อไป หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่เขามีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐครั้งใหญ่ นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยจำนองแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปีได้พุ่งขึ้นมากกว่า 0.70% สู่ระดับ 4.30% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2014 โดยยอดขายบ้านใหม่ทะยานขึ้นในเขตมิดเวสต์ และตะวันตก และเมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 16.5% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่สต็อกบ้านใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น 1.6% สู่ระดับ 250,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2009 นอกจากนี้ ราคาเฉลี่ยของบ้านใหม่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 305,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 98.2 โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 98.0 และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2004 รวมทั้งสูงกว่าระดับ 93.8 ในเดือนพฤศจิกายน ได้รับปัจจัยบวกจากชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พฤศจิกายน ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ฐานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล
ยุโรป: เยอรมนี สถาบันวิจัย GfK ของเยอรมนีเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมันประจำเดือนมกราคม 2560 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.9 จากระดับ 9.8 ในเดือนธันวาคม 2559 อันเนื่องมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะทรงตัวที่ 9.8 ด้านดัชนีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นดัชนีย่อย เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 16.4 จากระดับ 15.3 ในเดือนพฤศจิกายน และดัชนีความคาดหวังต่อรายได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55.6 จากระดับ 44.5 ในเดือนก่อน ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของ GfK จะระบุถึงตัวเลขในเดือนถัดไป ขณะที่ดัชนีย่อยต่างๆ จะระบุถึงตัวเลขในเดือนปัจจุบัน ธนาคารดอยช์ แบงก์ของเยอรมนีระบุว่า ทางธนาคารเตรียมจ่ายเงิน 7.2 พันล้านดอลลาร์ให้แก่กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ โดยเป็นส่วนหนึ่งในการรอมชอมคดีที่ดอยช์ แบงก์เคยออกจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองที่อยู่อาศัย (RMBS) หรือทำอันเดอร์ไรท์ RMBS และกิจกรรมอื่นๆในปี 2005-2007 อย่างไรก็ดี จำนวนเงิน 7.2 พันล้านดอลลาร์นี้อยู่ต่ำกว่าระดับ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ เคยขอให้ดอยช์ แบงก์จ่ายในเดือนกันยายน เพื่อรอมชอมคดี โดยตัวเลข 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์นี้เคยส่งผลให้หุ้นดอยช์ แบงก์ดิ่งลงอย่างรุนแรง และทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในเสถียรภาพของดอยช์ แบงก์ และไม่มั่นใจว่าดอยช์ แบงก์จะสร้างความเสี่ยงมากเพียงใดต่อระบบการเงิน ซึ่งในการรอมชอมคดีนี้ ดอยช์ แบงก์จะจ่ายเงิน 3.1 พันล้านดอลลาร์ในฐานะของค่าปรับทางแพ่ง และจะจัดสรรเงิน 4.1 พันล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคในสหรัฐ ธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) เผยในรายงานเดือนธ.ค.ว่า คาดว่าเศรษฐกิจเยอรมนีจะขยายตัวในหลายปีถัดจากนี้ โดย บุนเดสแบงก์คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีในปี 2559 และ 2560 จะขยายตัวอัตราเท่ากันที่ 1.8% ส่วนปี 2561 และ 2562 จะขยายตัวในอัตราลดลงที่ 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ว่า GDP ในไตรมาส 3 ปีนี้ขยายตัวเพียง 0.2% แต่บุนเดสแบงก์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเยอรมนีจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเป็นการส่งท้าย
อังกฤษ สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 3/2559 ขยายตัว 0.6% เพิ่มขึ้นจากข้อมูลเบื้องต้นที่ 0.5% ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เศรษฐกิจถูกทบทวนปรับลดลง 0.1% ในไตรมาส 1 และ 2 สู่ระดับ 0.3% และ 0.6% ตามลำดับ ขณะที่ข้อมูลดังกล่าวยืนยันว่า เศรษฐกิจของอังกฤษปรับตัวแข็งแกร่งกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้หลัง Brexit แต่ก็ไม่มีสัญญาณชี้ว่า การดิ่งลงของปอนด์ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอังกฤษเพิ่มขึ้นเป็น 2.5494 หมื่นล้านปอนด์ จาก 2.2079 หมื่นล้านปอนด์ในไตรมาส 2 ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.745 หมื่นล้านปอนด์ แต่ก็ทำให้ยอดขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 5.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จาก 4.6% ซึ่งใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.0% ที่เคยเกิดขึ้นในปลายปี 2013
เอเชีย: จีน ชาวจีน 2 คนในมณฑลอันฮุยของจีนเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดนกแล้ว ซึ่งนับเป็นการเสียชีวิตรายแรกๆของผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกในฤดูหนาวของจีนในปีนี้ ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นพยายามที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก หน่วยงานด้านสาธารณสุขของมณฑลอันฮุยเปิดเผยในแถลงการณ์ลงวันที่ 21 ธ.ค.ว่า มณฑลอันฮุยได้รายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก H7N9 จำนวน 5 รายนับตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 รายในจำนวนดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้ออีก 3 รายฟื้นตัวแล้วหรือไม่ และผู้ป่วยในอันฮุยทำให้ผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก H7N9 ในจีนในเดือนนี้มีจำนวนรวม 7 รายเป็นอย่างต่ำ ในสัปดาห์นี้ฮ่องกงก็ได้รายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกรายแรกของฤดูกาลนี้ด้วย คณะรัฐมนตรีจีนระบุในแถลงการณ์ว่า จีนจะผ่อนคลายกฎระเบียบสำหรับบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เพื่อจะได้ดึงดูดการลงทุนได้มากยิ่งขึ้น แถลงการณ์ระบุว่า จีนจะผ่อนคลายกระบวนการอนุมัติบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในจีน จีนกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการรับมือกับจำนวนประชากรสูงวัยที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุมาจากนโยบายการมีบุตรคนเดียว โดยจีนเพิ่งผ่อนคลายนโยบายมีบุตรคนเดียวในปี 2015 จีนเปิดอุตสาหกรรมดูแลผู้สูงอายุให้แก่การลงทุนแบบหวังผลกำไรในปี 2014 โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติบางรายเข้ามาบริหารบริษัทที่ตนเองถือครองหุ้นทั้งหมดในภาคธุรกิจนี้ อย่างไรก็ดี ธุรกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้การสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด และต้องเผชิญกับกระบวนการอนุมัติที่ยากลำบาก สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ประชากรจีนที่มีอายุสูงกว่า 80 ปีจะมีจำนวนพุ่งขึ้น 3 เท่า สู่ 90 ล้านคน และจะส่งผลให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในจีนยังคงขาดการพัฒนาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน นอกจากนี้ จีนยังมีวัฒนธรรมเรื่องความกตัญญูต่อบิดามารดา ซึ่งส่งผลให้หลายคนถูกประณามเมื่อเลือกที่จะนำญาติผู้สูงวัยไปอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา ประกาศนี้ของจีนย้ำถึงภาระผูกพันก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า จีนจะเปิดเสรีตลาดการดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ภายในกำหนดเส้นตายปี 20203 กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า การกระชับความร่วมมือทางการพาณิชย์กับสหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนม.ค. แต่กล่าวเตือนว่า ไม่ควรมีการดำเนินมาตรการที่สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ทางการค้าแบบทวิภาคี นายเซิน ตานหยาง โฆษกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐให้ผลประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ ดังนั้นจึงไม่ควรทำสิ่งใดที่จะสร้างความเสียหายต่อประเทศอื่นๆโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง
เกาหลีใต้ เกาหลีใต้ได้เพิ่มแรงผลักดันเพื่อส่งเสริมให้บริษัทน้ำมันและก๊าซของประเทศเข้าลงทุนในโครงก๊าซจากหินน้ำมันในสหรัฐ ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นภายใต้การบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เกาหลีใต้เป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น โดยนำเข้าก๊าซ LNG ราว 30 ล้านตันผ่านบริษัทโคเรีย ก๊าซ คอร์ป (KOGAS) ในการประชุมกับประธานบริษัทก๊าซของเกาหลี นายจู ยุง-ฮวาน รมว.พลังงานได้ย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องเพิ่มความร่วมมือระดับทวิภาคีในอุตสาหกรรมก๊าซ ขณะที่การนำเข้าก๊าซจากหินน้ำมันของสหรัฐครั้งแรกของเกาหลีใต้จะเริ่มขึ้นในปีหน้า
สิงคโปร์ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปของสิงคโปร์อยู่ที่ 0.0% ในเดือนพ.ย.เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ดัชนีนี้ออกจากแนวโน้มภาวะเงินฝืด โดยระดับ 0.0% นี้เท่ากับตัวเลขคาดการณ์ในโพลล์รอยเตอร์ ทั้งนี้อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนี CPI ทั่วไปเคยอยู่ที่ -0.1 % ต่อปีในเดือนต.ค. ดัชนี CPI พื้นฐานของสิงคโปร์ปรับขึ้น 1.3 % ต่อปีในเดือนพ.ย. ซึ่งเท่ากับตัวเลขคาดการณ์ในโพลล์รอยเตอร์ ราคาเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภคของสิงคโปร์ดิ่งลง 3.5% ต่อปีในเดือนพ.ย. แต่ค่าขนส่งทางถนนเอกชนในสิงคโปร์ปรับขึ้น 0.2% ต่อปีในเดือนพ.ย. ส่วนค่าที่อยู่อาศัยและที่พักในสิงคโปร์ดิ่งลง 3.8% ต่อปีในเดือนพ.ย. จับตาการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายน 2559 ในสัปดาห์นี้ เช่นอัตราเงินเฟ้อ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การใช้จ่ายภาคครัวเรือน ยอดค้าปลีก อัตราการว่างงาน และสัดส่วนตำแหน่งงานต่อผู้สมัคร เป็นต้น
ไทย กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยข้อมูลการค้าประจำเดือนพ.ย.ในวันจันทร์ที่ 26 ธ.ค. ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จะเปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ประจำเดือนพ.ย.ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ธ.ค. ผลสำรวจของรอยเตอร์บ่งชี้ว่า การส่งออกของไทยในเดือนพ.ย.อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ทั้งนี้ ค่ากลางของนักเศรษฐศาสตร์ 10 รายคาดว่าอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากตลาดสำคัญๆสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 1. 55% ในเดือนพ.ย. จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ในเดือนต.ค. ยอดส่งออกลดลง 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากยอดสั่งซื้อจากสหรัฐและยุโรปลดลง ยอดส่งออกซึ่งมีสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทย หดตัวลงใน 3 ปีที่ผ่านมา ผลสำรวจยังคาดว่า ยอดนำเข้าในเดือนพ.ย.อาจจะลดลง 1.05% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 6.5% ในเดือนต.ค. และคาดว่ายอดเกินดุลการค้าของไทยจะอยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนพ.ย. เทียบกับ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนต.ค. ดัชนี MPI เดือนพ.ย.อาจเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายปีในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค. สินค้าภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 80% ของการส่งออกทั้งหมด โดยสินค้านำเข้าจำนวนมากถูกนำมาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูป และนำไปส่งออกอีกครั้ง นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า ญี่ปุ่นได้ปรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ ในการพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP) ที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยญี่ปุ่นจะตัดสิทธิ GSP ที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.62 การตัดสิทธิดังกล่าว มีสินค้าไทยที่จะถูกตัดสิทธิจำนวน 14 รายการ มูลค่า 15.79 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย.59 ในจำนวนนี้ มีสินค้าเพียง 6 รายการ ที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิดังกล่าวคือ ซอร์บิทอล, กาแฟคั่วที่แยกคาเฟอีนออกแล้ว, เอทิลแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้แปลงสภาพอื่นๆ, ไม้อัดพลายวูดอื่นๆ, ไม้ลามิเนต และ ไม้บล็อคบอร์ด กรมการค้าต่างประเทศได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยกำหนดแนวทางการผลักดันการเจรจารายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไว้ในการทบทวนทั่วไป ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(JTEPA) ที่จะมีขึ้นในปี 2560 และหากสามารถผลักดันให้เกิดการลดภาษีได้ก่อน 1 เม.ย.2562 ไทยก็จะไม่ได้รับผลกระทบเลย จากการตัดสิทธิ GSP ของญี่ปุ่น จับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยเดือนพฤศจิกายน 2559 ในสัปดาห์นี้ เช่น การส่งออก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เครื่องชี้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน เป็นต้น
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันศุกร์ ( 23 ธ.ค.) เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่สกุลเงินสำคัญอาเซียนส่วนใหญ่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯตามปัจจัยหลักแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าของธนาคารกลางสหรัฐฯ สำหรับเงินหยวนของจีนวันนี้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเช่นกันตามแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯประกอบกับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินของจีนที่ลดลง โดยรายงานข่าวชี้ว่าความต้องการดอลลาร์สหรัฐฯของภาคเอกชนได้บดบังการขายดอลลาร์สหรัฐฯของธนาคารของรัฐบาลจีนเพื่อพยุงค่าเงินหยวน ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนกำหนดค่ากลางที่ระดับ 6.9463 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯก่อนเปิดตลาด อ่อนค่าจากค่ากลางครั้งก่อนที่ 6.9435 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ รายงานข่าวชี้อีกว่านักลงทุนระบายสถานะการลงทุนก่อนช่วงวันหยุดเพื่อประกันความเสี่ยงจากการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในช่วงวันหยุด เทรดเดอร์ในจีนกล่าวว่า ความต้องการดอลลาร์สหรัฐฯของภาคเอกชนยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องซึ่งทำให้ธนาคารชั้นนำของรัฐบาลจีนขายดอลลาร์สหรัฐฯออกมาในช่วงเช้านี้เพื่อทำให้หยวนมีเสถียรภาพที่ระดับ 6.95 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ - ดอลลาร์/เยน วันศุกร์ (23 ธ.ค.) เยนแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ดีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้ายังเป็นปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับเยนในปี 2017 - ยูโร/ดอลลาร์ วันศุกร์ (23 ธ.ค.) ยูโรแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ขณะที่ทางด้านปัญหาในภาคธนาคารยุโรป คณะกรรมการของธนาคาร Monte dei Paschi di siena ได้อนุมัติการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอิตาลีหลังจากได้ประกาศว่าล้มเหลวในการดำเนินตามแผนที่จะเพิ่มเงินทุน 5 พันล้านยูโร
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันศุกร์ (23 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดปิดปรับขึ้น โดยเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เข้าใกล้ระดับ 20,000 ในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ตลาดจะปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันคริสต์มาส ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 14.93 จุดหรือ 0.07% สู่ระดับ 19,933.81, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 2.83 จุดหรือ 0.13% สู่ระดับ 2,263.79 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 15.27 จุดหรือ 0.28% สู่ระดับ 5,462.69 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันศุกร์ (23 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ลดลงในวันนี้ โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดลดลง 0.94% ขณะที่นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับการกำกับดูแลกฎระเบียบที่เคร่งครัดขึ้นซึ่งกดดันหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์และกลุ่มประกัน ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการวันนี้ สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดลดลง 0.28% โดยภาวะซื้อขายซบเซา ขณะที่ตลาดการเงินฮ่องกงจะปิดทำการในวันจันทร์และอังคารเนื่องในเทศกาลคริสต์มาส - ตลาดหุ้นไทย วันศุกร์ (23 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยผันผวนและเคลื่อนไหวในแดนลบส่วนใหญ่ในช่วงเช้าวันนี้ตามทิศทางตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีในช่วงบ่ายดัชนีได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นนำโดยหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 5.88 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 26 ธ.ค. 2559
|






![]() | Today | 1173 |
![]() | All days | 1173 |
Comments