| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Thursday, 22 December 2016 09:19 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) รายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.61 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2007 หรือในรอบเกือบ 10 ปี และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่ายอดขายบ้านมือสองจะลดลง 1.0% สู่ระดับ 5.50 ล้านยูนิต อันเป็นผลมาจากการที่ผู้ซื้อเร่งเข้าซื้อบ้าน เนื่องจากคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะพุ่งขึ้นต่อไป จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ มีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐครั้งใหญ่ ทั้งนี้ หากเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้น 15.4% (yoy)
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ตัวเลขและดัชนีที่สำคัญที่จะประกาศออกมาในวันนี้ ได้แก่ ดัชนีกิจกรรมภาคการผลิตทั่วประเทศเดือนพ.ย.จากเฟดชิคาโก้ กำไรของภาคธุรกิจในไตรมาส 3/2559 ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. GDP ในไตรมาส 3/2559 (ตัวเลขประมาณการครั้งสุดท้าย) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานประจำสัปดาห์ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนพ.ย.จาก Conference Board การใช้จ่าย-รายได้ส่วนบุคคลเดือนพ.ย. และดัชนีกิจกรรมการผลิตเบื้องต้นเดือนธ.ค.จากเฟดแคนซัส ซิตี้
ยุโรป: อังกฤษ สมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ (CBI) รายงานว่า ดัชนียอดขายค้าปลีกของอังกฤษเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 35 จากระดับ 26 ในเดือนพฤศจิกายน นับเป็นการทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี นำโดยยอดขายจากร้านเสื้อผ้าและร้านวัสดุภัณฑ์ ซึ่งช่วยให้ยอดค้าปลีกโดยรวมในไตรมาส 4 ออกมาแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม CBI เตือนว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากเงินปอนด์อ่อนค่าลง อาจสร้างแรงกดดันต่อผู้บริโภคในปีหน้า พร้อมกับคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาบริโภค (CPI) จะเพิ่มขึ้น 2.3% ในไตรมาส 2 ปีหน้า จากระดับ 1.2% ของเดือนพฤศจิกายน
สวีเดน ธนาคารกลางสวีเดน (RiksBank)หรือริกส์แบงก์ ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.50% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
อิตาลี สภาผู้แทนราษฎรอิตาลีให้การอนุมัติต่อข้อเสนอของรัฐบาลในการกู้เงิน 2.0 หมื่นล้านยูโร (2.08 หมื่นล้านดอลลาร์) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินต่อภาคธนาคารของประเทศ คาดกันว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่จากวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโรดังกล่าวจะถูกนำไปให้ความช่วยเหลือต่อธนาคาร Banca Monte dei Paschi di Siena (BMPS) ซึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ธนาคาร Banca Monte dei Paschi di Siena (BMPS) ซึ่งเป็นธนาคารเก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นธนาคารใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิตาลี ยังคงไม่สามารถหานักลงทุนที่จะเข้าซื้อหุ้นของทางธนาคาร ตามแผนการระดมทุน 5 พันล้านยูโร (5.2 พันล้านดอลลาร์) โดยเส้นตายในการเสนอขายหุ้นของธนาคารจะสิ้นสุดลงในวันนี้ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ BMPS หวังว่ากองทุนการลงทุนจากกาตาร์จะอัดฉีดเงินจำนวน 1 พันล้านยูโรให้แก่ทางธนาคาร แต่ความหวังก็ได้ริบหรี่ลง หลังการลงประชามติซึ่งประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง BMPS ยอมรับว่า ทางธนาคารอาจประสบปัญหาขาดแคลนเงินสดในการดำเนินงานเร็วกว่าที่คาดไว้ หากธนาคารไม่สามารถเพิ่มทุนได้ ซึ่งBMPS เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สถานะสภาพคล่องจำนวน 1.06 หมื่นล้านยูโร (1.15 หมื่นล้านดอลลาร์) จะช่วยให้ธนาคารดำเนินกิจการต่อไปได้อีก 11 เดือน อย่างไรก็ดี ขณะนี้ธนาคารยอมรับว่า ด้วยสภาพคล่องดังกล่าว ธนาคารอาจอยู่ต่อไปได้อีกเพียง 4 เดือน (ถึงแม้เมื่อวานนี้ ทางธนาคารสามารถระดมทุน 500 ล้านยูโรจากการทำธุรกรรมแปลงหนี้เป็นทุน แต่วงเงินดังกล่าวก็ยังคงต่ำกว่าเป้าหมาย 5 พันล้านยูโรที่ทางธนาคารต้องการ)
ปัจจัยที่ต้องติดตาม คงต้องคอยติดตามสถานการณ์ของธนาคาร Banca Monte dei Paschi di Siena (BMPS) ของอิตาลีเกี่ยวกับแผนระดมทุน ที่มีกำหนดเส้นตายในการเสนอขายหุ้นของธนาคารในวันนี้ เวลา 14.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 20.00 น.ตามเวลาไทย แม้ก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรอิตาลีให้การอนุมัติต่อข้อเสนอของรัฐบาลในการกู้เงิน 2.0 หมื่นล้านยูโร (2.08 หมื่นล้านดอลลาร์) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินต่อภาคธนาคารของประเทศ
เอเชีย: ญี่ปุ่น เชื้อไข้หวัดนกได้แพร่ระบาดไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ขณะที่ญี่ปุ่นได้ทำการกำจัดสัตว์ปีกรอบใหม่บนเกาะคิวชู หลังจากที่ได้ทำการกำจัดสัตว์ปีกนับพันตัวในเกาะฮอกไกโดไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว เจ้าหน้าที่ในเกาะคิวชูเปิดเผยว่า พวกเขาจะใช้ก๊าซรมควันเพื่อกำจัดสัตว์ปีกมากกว่า 120,000 ตัว หลังจากที่มีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 ที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง โดยเกาะคิวชูอยู่ใกล้กับเกาหลีใต้ซึ่งก็ได้สั่งให้มีการกำจัดสัตว์ปีก 20 ล้านตัวนับตั้งแต่มีการรายงานการพบเชื้อไข้หวัดนก H5N6 ครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าความเสี่ยงที่คนจะติดเชื้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้น เราจึงควรระมัดระวังต่อไป รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งสอดรับกับมุมมองเชิงบวกมากขึ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่น และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจอาจจะกำลังฟื้นตัว รัฐบาลยังได้ปรับเพิ่มการประเมินการใช้จ่ายภาคครัวเรือน, การส่งออก และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดยระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกำลังเพิ่มขึ้น และยอดส่งออกไปยังเอเชียกำลังฟื้นตัว การประเมินที่สดใสขึ้นจากรัฐบาลเกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้ บีโอเจมีมติคงอัตราดอกเบี้ย และปรับเพิ่มมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยระบุว่า การส่งออกและการผลิตกำลังปรับตัวดีขึ้น
จีน ภาคเหนือของจีนถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกควันหนาเป็นวันที่ 5 ติดต่อกันแล้วในวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนร้องเรียนว่า มาตรการฉุกเฉินของรัฐยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม
เกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้ซึ่งรับผิดชอบด้านปริวรรตเงินตราได้เตือนบรรดาเทรดเดอร์ในวันพุธที่ผ่านมาเกี่ยวกับการกดค่าเงินวอนลงต่ำเกินไป โดยระบุถึงระดับ 1,200 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐฯว่าเป็นระดับสำคัญที่ต้องจับตา
ไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ตามที่นักวิเคราะห์ในโพลล์รอยเตอร์คาดไว้ โดยระบุว่า อัตราดอกเบี้ยยังคงผ่อนคลายต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุม กนง. ว่าคณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นอย่างช้าๆ สำหรับภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย และเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คณะกรรมการจึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 18 ราย ในโพลล์รอยเตอร์ คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% เป็นครั้งที่ 13 ติดต่อกัน ในการประชุมวันนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับดังกล่าวนับตั้งแต่กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือนเม.ย.ปี 58 นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคาดว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในปีหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์อีก 2 ราย คาดว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปลายปีหน้า เพื่อยุติเม็ดเงินไหลออก หลังจากสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นายจาตุรงค์ กล่าวว่า กนง.ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 59 และ 60 ไว้ที่ 3.2% โดยมองว่า มาตรการของภาครัฐจะช่วยหนุนการบริโภคในประเทศ ขณะเดียวกัน กนง.ได้ปรับคาดการณ์ส่งออกปีนี้เป็นติดลบ 0.6% จากเดิมคาดหดตัว 2.5% ส่วนในปีหน้าคาดว่าการส่งออกจะทรงตัวที่ 0.0% จากเดิมคาดไว้ลดลง 0.5% ทั้งนี้ กนง.ประเมินว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก ขณะที่เงินบาทซึ่งอ่อนค่าน้อยกว่าบางสกุลเงินของคู่ค้าและคู่แข่ง ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กนง.ยังคาดด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเพิ่มขึ้น และกลับสู่กรอบเป้าหมายได้ ในไตรมาส 1/60 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เผยยอดขายรถยนต์ภายในประเทศทั้งระบบ ในเดือน พ.ย. อยู่ที่ 64,771 คัน ลดลง 15.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการปรับลงต่อเนื่องหลังในเดือนต.ค. มียอดขาย 60,634 คัน ลดลง 10.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์ในประเทศในเดือนพ.ย. ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 6.8% ส.อ.ท.ระบุในเอกสารเผยแพร่ว่า ยอดขายที่ลดลงในเดือนพ.ย. เป็นผลจากเมื่อปลายปีก่อน เริ่มมีการเร่งซื้อรถยนต์มากขึ้น ก่อนการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตในวันที่ 1 ม.ค.59 สำหรับในช่วง 11 เดือนแรกปีนี้ ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวน 681,930 คัน ลดลง 2.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ในปีนี้ มั่นใจว่ายอดขายรถในประเทศจะได้ตามเป้าที่วางไว้ 7.5 แสนคันอย่างแน่นอน หลัง 11 เดือนแรก มียอดขายแล้ว 681,930 คัน ขณะที่ในช่วงมหกรรมยานยนต์ในเดือนนี้ มียอดจองรถ 32,422 คัน ดังนั้น มั่นใจว่ายอดขายรถยนต์ในเดือนธ.ค. จะไม่น้อยกว่า 7 หมื่นคัน แต่ในส่วนยอดการส่งออกรถยนต์ในปีนี้ คงไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 1.22 ล้านคัน หลัง 11 เดือนแรก มีการส่งออกแล้ว 1.1 ล้านคัน และโดยปกติของการส่งออกในเดือนธ.ค. จะน้อยกว่าการส่งออกในเดือนพ.ย. ดังนั้น หากในเดือนธ.ค. สามารถส่งออกรถยนต์ได้ 8-9 หมื่นคัน จะทำให้ยอดการส่งออกทั้งปีอยู่ที่ราว 1.19 ล้านคัน ซึ่งต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกรถยนต์ในปีนี้ลดลง มาจากตลาดตะวันออกกลางที่เคยมีสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ถึง 26% ลดลงเหลือ 14% เนื่องจากรายได้ของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ลดลง เพราะราคาน้ำมันลดลง และเกิดจากปัญหาสงคราม ความไม่สงบในภูมิภาคดังกล่าว นอกจากนั้นตลาดส่งออกในแอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ก็ยังลดลง จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังตั้งเป้าการส่งออกรถยนต์ปีหน้าสูงขึ้นกว่าปีนี้เล็กน้อย โดยคาดว่าจะส่งออกได้ 1.2 ล้านคัน ขณะที่คาดว่า ยอดขายรถในประเทศปีหน้าจะอยู่ที่ราว 8 แสนคัน จาก 7.5 แสนคันในปีนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนพ.ย. อยู่ที่ระดับ 87.6 เพิ่มขึ้นจาก 86.5 ในเดือนต.ค. โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 20 เดือน เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐช่วงปลายปี ทำให้มีการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้การผลิตที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.0 ลดลงจาก 102.9 ในเดือนต.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อราคาวัตถุดิบ การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน และราคาน้ำมัน ที่จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีความกังวลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) คาดในปี 60 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย จำนวน 33.7-34.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 32.5 ล้านคนในปี 59 ขณะที่คาดว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 8.9 ล้านคน ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม 1.2 ล้านคน หลังได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธาน สทท. กล่าวในเอกสารเผยแพร่คาดว่าในปี 2560 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 33.73-34.39 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.75-5.78 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 1.82-1.85 ล้านล้านบาท
อื่นๆ ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราลระบุว่า ข้อตกลงลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปกที่จะมีผลในเดือนหน้า จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นสู่ช่วง 50-60 ดอลลาร์ในปีหน้าทั้งนี้ ในการประชุมกลางเดือนนี้ ผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกได้ตกลงที่จะปรับลดกำลังการผลิตลง 558,000 บาร์เรล/วัน โดยรัสเซียจะปรับลดกำลังการผลิตลง 300,000 บาร์เรล/วัน ในขณะที่กลุ่มโอเปกได้บรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน สู่ระดับ 32.5 ล้านบาร์เรล/วัน ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 พ.ย. โดยมีผลบังคับใช้ในเดือนม.ค.2017 และมีกำหนดเป็นเวลา 6 เดือน
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันพุธ ( 21 ธ.ค.) เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเช้าวันนี้หลังจากที่บาทอ่อนค่าเมื่อวานนี้จากปัจจัยเรื่องแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยวันนี้มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นอย่างช้าๆ กนง.ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 59 และ 60 ไว้ที่ 3.2% - ดอลลาร์/เยน วันพุธ (21 ธ.ค.) เยนแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากที่เยนอ่อนค่ามากเมื่อวันอังคาร โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยกดดันเงินเยนให้มีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่วันนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งสอดรับกับมุมมองเชิงบวกมากขึ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่น การประเมินของรัฐบาลเกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้ บีโอเจมีมติคงอัตราดอกเบี้ย และปรับเพิ่มมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ - ยูโร/ดอลลาร์ วันพุธ (21 ธ.ค.) ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากยูโรอ่อนค่าเมื่อวานนี้ ขณะที่ช่วงนี้เทรดเดอร์กำลังจับตาธนาคารที่มีปัญหาของอิตาลี ซึ่งต้องระดมทุน 5 พันล้านยูโร (5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ภายในสิ้นปีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยุติกิจการโดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพุธ (21 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันพุธ โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลดลงหลังดัชนีดาวโจนส์และ Nasdaq แตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.16% สู่ระดับ 19,941.96, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.25% สู่ระดับ 2,265.18 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.23% สู่ระดับ 5,471.43 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพุธ (21 ธ.ค.) ดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดลดลง 0.26% ขณะที่วันนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งสอดรับกับมุมมองเชิงบวกมากขึ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่น รัฐบาลยังได้ปรับเพิ่มการประเมินการใช้จ่ายภาคครัวเรือน, การส่งออก การประเมินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้บีโอเจมีมติคงอัตราดอกเบี้ย และปรับเพิ่มมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยระบุว่าการส่งออกและการผลิตกำลังปรับตัวดีขึ้น สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 1.15% ขณะที่ตลาดคลายกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องตึงตัวในระบบธนาคาร ส่วนดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.37% - ตลาดหุ้นไทย วันพุธ (21 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวขึ้นลงแคบๆ ขณะที่วันนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50%คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น กนง.ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 59 และ 60 ไว้ที่ 3.2% ทั้งนี้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 3.08 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 22 ธ.ค. 2559
|






![]() | Today | 1053 |
![]() | All days | 1053 |
Comments