Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Thursday, 01 December 2016 09:38

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาคลีฟแลนด์ ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้จะเป็นการช่วยเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยนางเมสเตอร์ยังระบุว่า การปล่อยให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต้องล่าช้าออกไป ในขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มมีความตึงตัว และมีแรงกดดันจากราคามากขึ้น การที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากในสถานการณ์ดังกล่าวก็จะเป็นการสร้างความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 13-14 ธ.ค. ขณะที่ตลาดคาดการณ์กันว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว โดยจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นครั้งแรกในปีนี้ และเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปี

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) รายงานว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 110 และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีเพิ่มขึ้น 1.8% (yoy) โดยการทำสัญญาเพิ่มขึ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ ยกเว้นทางใต้ที่ปรับตัวลง

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% เช่นกันในเดือนกันยายน และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE ดีดตัวขึ้น 1.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม2014 หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนกันยายน นอกจากนี้ ดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ขยับขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% เช่นกันในเดือนก่อน ขณะที่เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.7% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% เช่นกันในเดือนกันยายน แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ของเฟด

การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้น 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนกันยายน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น 0.4% ซึ่งหากมีการปรับค่าตามเงินเฟ้อ การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนกันยายน นอกจากนี้ รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนกันยายน ด้านค่าแรงและเงินเดือน ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดในรายได้ส่วนบุคคล เพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% เช่นกันในเดือนกันยายน ส่วนการออมของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 8.602 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 8.141 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนก่อน

ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ รายงานว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐประจำเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 216,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 165,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนในเดือนนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากเดือนตุลาคม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 119,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายภาคพบว่าภาคบริการมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่ง ส่วนภาคการผลิตมีการจ้างงานลดลง 11,000 ตำแหน่ง

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eutostat) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายนในกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร ปรับตัวขึ้น 0.6% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 จากที่ขยายตัว 0.5% ในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ราว 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งอาจเปิดทางให้ธนาคารกลางตัดสินใจขยายโครงการซื้อพันธบัตรออกไป ทั้งนี้ ECB ได้เริ่มโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในเดือนม.ค.2558 และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในเดือนมีนาคม 2560 ซึ่งธนาคารกลางยุโรปมีกำหนดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 8 ธ.ค. นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า ECB อาจประกาศขยายเวลาสำหรับโครงการ QE ในการประชุมเดือนหน้า

 

เยอรมนี

สำนักงานสถิติเยอรมนี (Destatis) รายงานว่าว่า ยอดค้าปลีกของเยอรมนีในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 2.4% จากเดือนกันยายน ซึ่งเหนือกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะขยายตัว 1% และยังทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี ตัวเลขดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความหวังว่า วงการค้าปลีกของเยอรมนีที่ซบเซามานานนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่ร้านค้าพากันตุนสินค้าเพื่อต้อนรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้า

สำนักงานแรงงานกลางของเยอรมนีรายงานว่า อัตราว่างงานในเดือนพฤศจิกายนทรงตัวที่ 6.0% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคม และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บสถิติหลังเยอรมนีรวมประเทศเมื่อปี 2533 ด้านจำนวนคนว่างงานลดลง 5,000 รายจากเดือนตุลาคม มาอยู่ที่ 2.658 ล้านราย

 

อังกฤษ

GfK รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอังกฤษเดือนพฤศจิกายนลดลง 5 จุด สู่ระดับ -8.0 จุด เนื่องจากชาวอังกฤษมีความวิตกกังวัลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของพวกเขา ประกอบกับปัจจัยความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ดัชนีย่อย 4 ดัชนีปรับตัวลดลงทั้งหมดในเดือนนี้ โดยดัชนี Personal Financial Situation ซึ่งวัดความเปลี่ยนแปลงด้านการเงินส่วนบุคคลในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ลดลง 2 จุดในเดือนพ.ย. สู่ระดับ +1 ส่วนดัชนี General Economic Situation ซึ่งวัดประเมินสภาพเศรษฐกิจโดยรวมในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ร่วงลง 6 จุด แตะระดับ -25 ในเดือนนี้ ขณะที่ดัชนี Major Purchase Index และ Savings Index ลดลง 9 จุด และ 2 จุด สู่ระดับ +5 และ -11 ตามลำดับ

 

ฝรั่งเศส

สำนักงานสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้น 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนดังกล่าว หากเทียบเป็นรายปี ดัชนี PPI ปรับตัวลดลง 0.9%

สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤศจิกายน ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 0.0% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคม ก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่า ดัชนี CPI เดือนพฤศจิกายนจะลดลง 0.1% ขณะที่ดัชนี CPI ของฝรั่งเศส ซึ่งมีการปรับค่าสำหรับเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรป (HICP) ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนตุลาคม เท่ากับเดือนกันยายน

 

OPEC

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) แถลงว่า โอเปกสามารถบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรล/วันในการประชุมเมื่อวานนี้ สู่ระดับ 32.5 ล้านบาร์เรล/วัน จากเดิมที่ระดับ 33.8 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเป็นไปตามกรอบข้อตกลงในการประชุมที่กรุงอัลเจียร์ส ประเทศแอลจีเรีย ในเดือนกันยายน โดยการลดกำลังการผลิตดังกล่าว จะเป็นการปรับลดกำลังการผลิตของโอเปกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2017 ทั้งนี้ นายโมฮัมเหม็ด บิน ซาเลห์ อัล-ซาดา เลขาธิการโอเปก เป็นผู้ที่ออกมาแถลงข่าว หลังเสร็จสิ้นการประชุมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียเมื่อวานนี้

 

เอเชีย: จีน

ธนาคารของรัฐบาลจีนขายดอลลาร์สหรัฐฯออกมาในตลาดปริวรรตเงินตราในประเทศเมื่อวันพุธที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยเทรดเดอร์กล่าวว่าการขายดอลลาร์สหรัฐฯดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อช่วยหนุนค่าเงินหยวน เทรดเดอร์คนหนึ่งกล่าวว่าธนาคารขนาดใหญ่ของรัฐบาลจีนเข้ามาในตลาดในวันนี้เพื่อเสนอขายดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อหนุนหยวนให้แข็งค่า หยวนแข็งค่าสู่ 6.8851 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯช่วงเช้าวันนี้ โดยแข็งค่าจากระดับปิดวันอังคารที่ 6.8980 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดีหยวนยังคงมีแนวโน้มปิดตลาดเดือนพ.ย.ด้วยการอ่อนค่ารายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2015 ซึ่งเป็นเดือนที่ธนาคารกลางจีนปรับลดค่าเงินหยวนครั้งใหญ่

 

ญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลขั้นต้นบ่งชี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค.จากเดือนก.ย. และบรรดาผู้ผลิตระบุว่า การผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนพ.ย.ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิต ทั้งนี้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค. โดยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ย. ส่วนผลสำรวจกลุ่มผู้ผลิตโดยกระทรวงเศรษฐกิจ, การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นคาดว่า ผลผลิตอาจเพิ่มขึ้น 4.5% ในเดือนพ.ย. และลดลง 0.6% ในเดือนธ.ค.

 

เกาหลีใต้

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ปรับตัวลงอีกในเดือนต.ค. ขณะที่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมลดลง ซึ่งบดบังแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราการใช้กำลังการผลิตโดยเฉลี่ยลดลงสู่ 70.3% ในเดือนต.ค. จาก 71.6% ในเดือนก.ย. โดยยังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลกในปี 2009

ข้อมูลของรัฐบาลบ่งชี้ว่า เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 1.7% ในเดือนต.ค.

หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ย. เทียบเป็นรายปี ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 1.6% ในเดือนต.ค.หลังจากลดลง 1.7% ในเดือนก.ย.

 

อิหร่านและอิรัก

อิหร่านและอิรักไม่ยอมทำตามแรงกดดันจากซาอุดิอาระเบียที่ต้องการให้สองประเทศนี้ปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลง และสิ่งนี้สร้างความยากลำบากให้แก่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในการบรรลุข้อตกลงเรื่องการจำกัดปริมาณการผลิตน้ำมันในการประชุมช่วงต่อไปในวันพุธที่ผ่านมา แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการประชุมของผู้เชี่ยวชาญโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันจันทร์ที่ 28 พ.ย. ที่ประชุมไม่สามารถประสานความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่านและอิรักในเรื่องกลไกการปรับลดการผลิต โดยซาอุดิอาระเบีย, อิหร่าน และอิรัก เป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากเป็นอันดับ 1,2 และ 3 ในโอเปกตามลำดับ แหล่งข่าวกล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศกลุ่มนี้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในวันอังคาร หลังจากอิหร่านแจ้งโอเปกว่า อิหร่านต้องการให้ซาอุดิอาระเบียปรับลดปริมาณการผลิตลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าระดับที่ซาอุดิอาระเบียเสนอมา แหล่งข่าวกล่าวว่าสิ่งนี้เป็นการตอบโต้ต่อการที่ซาอุดิอาระเบียบอกอิหร่านว่าให้ผลิตน้ำมันที่ระดับใด นายบิจาน ซานกาเนห์ รมว.น้ำมันอิหร่านกล่าวที่กรุงเวียนนาว่า เขาไม่พร้อมที่จะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมัน และเขากล่าวเสริมว่าเราจะปล่อยให้ระดับการผลิตอยู่เท่ากับระดับที่เราได้ตัดสินใจไว้ที่แอลจีเรียกลุ่มโอเปกเคยตกลงกันในขั้นต้นที่กรุงแอลเจียร์ส ประเทศแอลจีเรียในเดือนก.ย.ว่า จะจำกัดเพดานการผลิตไว้ที่ราว 32.5-33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยปรับลดลงจากระดับการผลิตในปัจจุบันที่ 33.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้โอเปกผลิตน้ำมันราว 1 ใน 3 ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลก โอเปกระบุในตอนนั้นว่า อิหร่าน, ลิเบีย และไนจีเรียจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการปรับลดการผลิตนี้ เนื่องจากปริมาณการผลิตของสามประเทศนี้ได้รับแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและสงครามในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านมองว่าข้อตกลงขั้นต้นดังกล่าวถือเป็นชัยชนะสำหรับอิหร่าน โดยรัฐบาลอิหร่านเคยระบุมานานแล้วว่า อิหร่านต้องการจะปรับเพิ่มการผลิตเพื่อเรียกคืนส่วนแบ่งตลาดที่เคยสูญเสียไปในช่วงที่ชาติตะวันตกคว่ำบาตรอิหร่าน อย่างไรก็ดีรัฐบาลซาอุดิอาระเบียเปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนเองในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยซาอุดิอาระเบียเสนอปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันของตนเองลง 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเสนอให้อิหร่านจำกัดปริมาณการผลิตน้ำมันไว้ที่ 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการผลิตน้ำมันของของอิหร่านในปัจจุบัน หรือสูงกว่าปริมาณปัจจุบันเล็กน้อย ขณะที่รัฐบาลอิหร่านส่งสัญญาณระบุว่าอิหร่านต้องการจะผลิตน้ำมัน 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอิหร่านเสนอให้ซาอุดิอาระเบียปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงสู่ 9.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ซาอุดิอาระเบียผลิตน้ำมันราว 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน อิรักต้องการปรับเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันของตนเองด้วย ทั้งนี้อิหร่านและอิรักผลิตน้ำมันรวมกันได้สูงกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

ไทย

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(MPI) เดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 0.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 1.13% ในเดือน ก.ย. และเป็นการปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน แต่ตัวเลข MPI ดังกล่าว เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่โพลล์รอยเตอร์คาดไว้ว่าเพิ่มขึ้น 0.75% ขณะที่เมื่อเทียบรายเดือน MPI เดือน ต.ค.ลดลง 0.79% จากเดือนก่อนหน้า เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 1.29% ในเดือนก.ย. สศอ.ระบุในเอกสารเผยแพร่ว่า อุตสาหกรรมที่ส่งผลเชิงบวกต่อ MPI ในเดือนต.ค. ได้แก่ เครื่องสำอาง, เคมีภัณฑ์, น้ำมันปิโตรเลียม รวมถึงเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ MPI ปรับเพิ่มขึ้น 0.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสศอ.คาดว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมทั้งปี 59 จะเพิ่มขึ้น 0.5% จากปีก่อน จากก่อนหน้านี้ที่ตั้งเป้าไว้ 1-2% ส่วนในปี 60 สศอ.คาดว่า MPI จะขยายตัว 1.0%  สศอ.ระบุว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนต.ค. อยู่ที่ 65.40% จาก 65.46% ในเดือน ก.ย.

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยเศรษฐกิจไทยในเดือนต.ค.ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังการบริโภคภาคเอกชนเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ลดลงจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย  แต่ธปท.ประเมินว่า การส่งออกที่ทำได้ดีกว่าคาด และมีแนวโน้มจะติดลบน้อยกว่าที่ธปท.คาดการณ์ไว้ จะเข้ามาช่วยชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง รวมถึงมาตรการของภาครัฐ ที่ออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ที่คาดว่าจะออกตามมา จะทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้ 3.2% ตามคาด โดยเชื่อว่า มาตรการภาครัฐที่ออกมา จะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 โตได้สูงกว่า 3% เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง  เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่หนุนเศรษฐกิจปัจจัยหนึ่งลดลง คือการบริโภคภาคเอกชน การท่องเที่ยวในเดือนต.ค.ชะลอตัวลง ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ  โดยในส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง เป็นผลจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดือนต.ค. หดตัวค่อนข้างมากถึง 16% และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวม หดตัว 10.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ธปท.กำลังติดตามข้อมูลผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งอาจจะลดลงมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2 แสนคน และอาจจะมีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นตัวเลขสำคัญในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 21 ธ.ค. เนื่องจากการประเมินภาพเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ ที่คาดโต 3.2% อยู่บนสมมติฐานว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะลดลง 2 แสนคน และลดลงอีก 1 แสนคนในปีหน้า จากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ  การท่องเที่ยวมีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากขึ้น มีสัดส่วน 11-12% ของจีดีพี ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยประเมินว่าการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ จะทำให้นักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 2 แสนคน แต่จากที่ดูตอนนี้ อาจจะมากกว่า 2 แสนคน และต้องดูว่าจะมีผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วยหรือเปล่า ถ้ายังมีผลใน medium term 3-6 เดือน ก็จะทำให้เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้าหายไปตัวหนึ่ง

จับตารายงานตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของไทยเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่จะรายงานออกมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2559

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันพุธ (30 พ.ย.) เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้หลังอ่อนค่าเมื่อวานนี้จากการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังออกมาดีต่อเนื่องซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงประจำไตรมาส 3/2016 ขยายตัวเกินคาด 3.2% เพิ่มขึ้นจากรายงานครั้งก่อนที่ขยายตัว 2.9% ส่วนสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์เปิดเผยราคาบ้านในสหรัฐเพิ่มขึ้นตามคาด 0.4% ในเดือนก.ย. และเมื่อเทียบเป็นรายปีเพิ่มขึ้น 5.1% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. ส่วน Conference Board เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ 107.1 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 100.8 ในเดือนต.ค ขณะที่คืนนี้จะมีการรายงานตัวเลขรายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค.หลังเพิ่มขึ้น 0.3% และ 0.5% ในเดือนก.ย และวันศุกร์จะมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย.โดยหากตัวเลขออกมาชี้ถึงการขยายตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อนก็จะเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้ ทั้งนี้ล่าสุดนายเจอโรม พาวเวล หนึ่งในผู้ว่าการของธนาคารกลางสหรัฐกล่าวว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐได้รับเหตุผลสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย. หรือตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. สำหรับเงินหยวนของจีนวันนี้แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเป็นวันที่สามติดต่อกัน ขณะที่วันนี้ธนาคารของรัฐบาลจีนขายดอลลาร์สหรัฐฯออกมาในตลาดปริวรรตเงินตราในประเทศเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยเทรดเดอร์กล่าวว่าการขายดอลลาร์สหรัฐฯดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อช่วยหนุนค่าเงินหยวน

- ดอลลาร์/เยน วันพุธ (30 พ.ย.) เยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาดีต่อเนื่องซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ในการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเดือนธันวาคมนี้

- ยูโร/ดอลลาร์ วันพุธ (30 พ.ย.) ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเช้าวันนี้เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯเมื่อคืนนี้ชี้ความเป็นไปได้สูงขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเดือนธันวาคมนี้ ขณะที่นักลงทุนรอดูการลงประชามติการปฏิรูปรัฐธรรมนูญของอิตาลีในวันอาทิตย์นี้

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันพุธ (30 พ.ย.)  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันพุธ แต่ปิดตลาดเดือนพ.ย.พุ่งขึ้นอย่างมากจากการทะยานขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและเทคโนโลยีบดบังการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.01% สู่ระดับ 19,123.58, ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.27% สู่ระดับ 2,198.81 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 1.05% สู่ระดับ 5,323.68

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันพุธ (30 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่สูงขึ้นในวันนี้แม้ว่ารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังออกมาดีต่อเนื่องเมื่อคืนนี้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้ โดยดัชนีนิกเกอิปิดเพิ่มขึ้น 0.01% ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงชะลอการซื้อขายก่อนการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันนี้ เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดการผลิตน้ำมัน และก่อนการลงประชามติการปฏิรูปรัฐธรรมนูญของอิตาลีในวันอาทิตย์นี้ ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดลดลง 0.98% โดยขณะที่หุ้นกลุ่มวัตถุดิบมีราคาลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง  สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.23%

- ตลาดหุ้นไทย วันพุธ (30 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ก่อนการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันนี้ เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดการผลิตน้ำมัน และก่อนการลงประชามติการปฏิรูปรัฐธรรมนูญของอิตาลีในวันอาทิตย์นี้ซึ่งอาจจะมีผลต่อรัฐบาลอิตาลีและภาวะตลาดการเงินยุโรป ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯเมื่อคืนวันอังคารยังออกมาดีต่อเนื่องซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้ โดยวันนี้มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม และ กลุ่มขนส่ง ขณะที่มีแรงขายมากในหุ้นกลุ่มพาณิชย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเทคโนโลยี โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 13.06 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 1 ธ.ค. 2559

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday911
mod_vvisit_counterAll days911

We have: 908 guests, 1 members online
Your IP: 216.73.217.40
Mozilla 5.0, 
Today: May 07, 2026

4269568