Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 19 October 2016 09:27

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนกันยายนปรับตัวขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนสิงหาคม โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมัน และค่าเช่าบ้านที่ปรับตัวขึ้น และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 1.5% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2014 หลังจากเพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี CPI จะดีดตัวขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานขยับขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนสิงหาคม  ทั้งนี้ ดัชนี CPI ดังกล่าวบ่งชี้ถึงเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐฯ รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านในเดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ 63 สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีในเดือนกันยายน สำหรับดัชนีย่อยด้านการคาดการณ์สภาวะยอดขายในปัจจุบันลดลง 2 จุด สู่ระดับ 69 ในเดือนตุลาคม ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ยอดขายในช่วงเวลา 6 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้น 1 จุด สู่ระดับ 72 ทั้งนี้ ค่าดัชนีที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ถึงมุมมองโดยทั่วไปที่เป็นบวก

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขานิวยอร์ค รายงานว่า ดัชนีการผลิตของรัฐนิวยอร์คในเดือนตุลาคมลดลงมาอยู่ที่ระดับ -6.8  จากอยู่ที่ระดับ -1.99 ในเดือนกันยายน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่า ดัชนีการผลิตของรัฐนิวยอร์คอาจอยู่ที่ระดับ 1.00

ยุโรป: สหภาพยุโรป

ผลสำรวจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) บ่งชี้ว่า ธนาคารในยูโรโซนจะคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อธุรกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่ง เนื่องจากธนาคารมีความวิตกมากขึ้นว่า ความเสี่ยงและอัตราดอกเบี้ยติดลบจะส่งผลกระทบต่อผลกำไร โดยผลสำรวจบ่งชี้ว่า ธนาคารต่างๆได้ยุติการผ่อนปรนมาตรฐานด้านสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการต่างๆในช่วงไตรมาส 3 และธนาคารส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะคุมเข้มสินเชื่อในไตรมาส 4 ด้วย ทั้งนี้  ธนาคารพาณิชย์ต่างระบุว่า ความเสี่ยงเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ ขณะเดียวกันได้แสดงความไม่พอใจกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบของECB ซึ่งเท่ากับเป็นการเรียกเก็บเงินจากธนาคารต่างๆ ที่ฝากเงินไว้กับECB  ธนาคารส่วนใหญ่ระบุว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบดังกล่าวมีผลกระทบเชิงลบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้และผลกำไรของธนาคารในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารบางแห่งระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวทำให้ธนาคารต่างๆต้องเพิ่มการเรียกเก็บเงินกับลูกค้าโดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนกันยายนปรับตัวขึ้น 1%  จากที่ขยายตัว 0.6% ในเดือนสิงหาคมในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.5

 

เอเชีย :  จีน

รัฐวิสาหกิจ 51 แห่งของรัฐบาลกลางจีนได้เปิดกองทุนขนาด 1.22 หมื่นล้านหยวน (1.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อลงทุนในภูมิภาคที่ยากจนที่สุดในจีน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ของจีนในการใช้แรงผลักดันในตลาดเพื่อต่อสู้กับความยากจน คณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาลจีน (SASAC) ระบุในเว็บไซต์ของตนเองว่า บริษัทบางแห่งจะปรับเพิ่มขนาดกองทุนแห่งนี้ขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับ 1 แสนล้านหยวนในอนาคต โดยบริษัทในกลุ่มนี้รวมถึงบรรษัทโครงการสามผา, บรรษัทสายส่งไฟฟ้าของรัฐบาลจีน และบรรษัทการพัฒนาและการลงทุนของรัฐบาลจีน สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า ประชากร 70 ล้านคนยังคงมีรายได้ต่ำกว่า 2,300 หยวนต่อปี หรือต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนของทางการจีน ทั้งนี้ รัฐบาลจีนตั้งเป้าที่จะปรับลดจำนวนประชากรกลุ่มนี้ลง 10 ล้านคนต่อปีตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไป ซินหัวระบุว่า กองทุนแห่งนี้จะลงทุนในด้านการใช้ทรัพยากร, การก่อสร้างสวนอุตสาหกรรม และการพัฒนาความเป็นเมืองในภูมิภาคที่ยากจนที่สุดในจีน

นายเฉิน ตันหยาง โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผยว่า จีนกำลังเตรียมการสำหรับการเจรจาทางการค้ากับฟิลิปปินส์ระหว่างที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เตเดินทางเยือนจีนในสัปดาห์นี้  ปธน.ดูเตอร์เตจะเดินทางถึงจีนในวันอังคารนี้พร้อมด้วยกลุ่มนักธุรกิจของฟิลิปปินส์เพื่อปูทางสำหรับการเป็นพันธมิตรใหม่ทางด้านการพาณิชย์ นายเฉินกล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า จีนจะพิจารณาขยายการนำเข้าผลไม้จากฟิลิปปินส์ในการเจรจาระหว่างที่ปธน.ดูเตอร์เตเดินทางเยือนจีน

กระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผยว่า มูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ODI) ที่ไม่ใช่ด้านการเงินของจีนเพิ่มขึ้น 53.7% ในช่วงเดือนม.ค.-ก.ย.จากปีก่อนสู่ระดับ 1.342 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับมูลค่าการลงทุน ODI ในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 56.9% สู่ 1.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ธนาคารพาณิชย์ของจีนปล่อยเงินกู้ใหม่สกุลเงินหยวนเป็นมูลค่าสุทธิ 1.22 ล้านล้านหยวน (1.81 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในเดือนก.ย. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ที่ 1 ล้านล้านหยวน และเพิ่มขึ้นจาก 9.487 แสนล้านหยวนในเดือนสิงหาคม

ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ยอดการระดมทุนทางสังคมทั้งหมด (TSF) ในจีนพุ่งขึ้นสู่ 1.72 ล้านล้านหยวน (2.552 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในเดือนกันยายน จาก 1.47 ล้านล้านหยวนในเดือนสิงหาคมTSF เป็นมาตรวัดในวงกว้างสำหรับสินเชื่อและสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจีน โดย TSF ครอบคลุมการระดมทุนนอกงบดุล หรือนอกระบบการปล่อยกู้ของธนาคารแบบดั้งเดิมด้วย โดยครอบคลุมไปถึงการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO), สินเชื่อจากบริษัททรัสต์ และการขายตราสารหนี้

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า การขยายตัวของสินเชื่อในจีนเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วโลก และจีนไม่มีกลยุทธที่เบ็ดเสร็จในการรับมือกับหนี้ค้างชำระ ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จีนจะเกิดวิกฤติด้านการธนาคาร หรือมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หรือเกิดขึ้นทั้งสองประการ

 

ญี่ปุ่น

บริษัทมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิสเปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (NIRP) โดยธนาคารของญี่ปุ่นจะมีความสามารถในการทำกำไรลดลงเพียงจำกัด ส่วนผลกระทบมากที่สุดจาก NIRP ต่อความสามารถในการทำกำไรนั้นมาจากเงินกู้ spread loan ซึ่งธนาคารระดับภูมิภาคมีความเสี่ยงมากกว่า

 

อินโดนีเซีย

รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในโพลล์คาดว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีแนวโน้มที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมวันที่ 19-20 ต.ค.  BI จะเปิดเผยผลการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีที่ 20 ต.ค.หลังเวลา 14.00 น.ตามเวลาไทย นักเศรษฐศาสตร์ 13 จาก 17 รายในโพลล์คาดว่า BI จะตรึงอัตราดอกเบี้ย reverse repurchase ระยะ 7 วันไว้ที่ 5.00% ตามเดิม ส่วนนักเศรษฐศาสตร์ที่เหลืออีก 4 รายในโพลล์คาดว่า BI จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในวันพฤหัสบดีนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์ 7 รายที่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสำหรับช่วงสิ้นปีนี้ โดย 5 รายในจำนวนนี้คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 5.00% ในช่วงสิ้นปี และอีก 2 รายที่เหลือคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 4.75% ในช่วงสิ้นปีนี้ BI เคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้ว 5 ครั้งในปีนี้ โดยปรับลดลงรวมกัน 1.25% เพื่อพยายามกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้มากยิ่งขึ้น และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สินเชื่อเติบโตอย่างเฉื่อยชาในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้สินเชื่อเติบโตเพียง 6.83% ต่อปีในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2009 หลังจาก BI ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในวันที่ 22 ก.ย. นายอากัส มาร์โตวาร์โดโจ ผู้ว่าการ BI ก็กล่าวว่า BI ยังคงมีจุดยืนในการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปจนกว่าจะถึงต้นปีหน้า อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียขยับขึ้นเล็กน้อยสู่ 3.07% ต่อปีในเดือนก.ย. ซึ่งอยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ BI กำหนดไว้ที่ 3-5%

 

ไทย

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กระทรวงการคลัง เผยยอดหนี้สาธารณะคงค้างของไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 59 อยู่ที่ 5.949 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.64% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)  เทียบกับยอดหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 5.958 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.89% ของจีดีพี

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ เผยคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อกำหนดฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในการโอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ใช้ราคาที่ซื้อขายตามความเป็นจริง หรือราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้ในวันซื้อขาย เป็นฐานในการคำนวณการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ สิ้นปี แล้วแต่ว่าราคาใดจะมีมูลค่าสูงกว่า จากเดิมที่ใช้ราคาประเมินของกรมธนารักษ์ เป็นฐานในการคำนวณภาษี

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 4 แห่ง เพิ่มเป็น 0.25% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน จากเดิมซึ่งกำหนดไว้ที่ 0.18% โดยมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.60 เพื่อนำเงินที่เพิ่มขึ้น ไปช่วยเพิ่มทุนให้กับธนาคารอิสลามที่มีปัญหาในขณะนี้  สำหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนดังกล่าว มี 4 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะสมเงินไว้สำหรับการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มั่นคง และมีเสถียรภาพ ช่วยเหลือสนับสนุนทางการเงินแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันอังคาร (18 ตค.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี่ขณะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯก็อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีนักลงทุนยังคงคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคมปีนี้เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การจ้างงานก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯในระยะกลาง โดยล่าสุดนายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กว่า  Fed กำลังเข้าใกล้เป้าหมายการจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ และยังได้กล่าวเตือนถึงอันตรายของอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบางมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน ขณะที่นายอีริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาบอสตัน กล่าวว่า Fed อาจจะต้องเดินหน้าเชิงรุกมากขึ้นในเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และหากอัตราว่างงานลดลงมากกว่าที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ จะมีความเป็นไปได้ที่เราจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น

- ดอลลาร์/เยน วันอังคาร (18 ตค.)   เงินเยนอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่เยนแข็งค่าเมื่อวานนี้ ทั้งนี้นับจากช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเยนยังอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้สูงขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ อย่างไรก็ดี เยนแข็งค่าขึ้นในช่วงท้ายตลาด

- ยูโร/ดอลลาร์ วันอังคาร ( 18 ตค.) เงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ดีหากนับจากต้นเดือนที่ผ่านมาดอลลาร์สหรัฐฯยังอยู่ในทิศทางที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับยูโรในช่วงการซื้อขายในตลาดยุโรป เนื่องจากการคาดการณ์แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันอังคาร ( 18 ตค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันอังคาร โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในเดือนนี้หลังการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัทต่างๆ อาทิ UnitedHealth และ Netflix ซึ่งเท่ากับเป็นการยุติการลดลงของผลกำไรที่ดำเนินมา 4 ไตรมาสติดต่อกัน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.42% สู่ 18,161.94, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น  0.62% สู่ 2,139.60 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น  0.85% สู่ 5,243.84

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันอังคาร ( 18 ตค.)  ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันนี้โดยดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 0.38% จากแรงซื้อหุ้นที่อ่อนไหวต่ออุปสงค์ภายในประเทศ แต่การปรับตัวขึ้นเป็นไปอย่างจำกัด ขณะที่นักลงทุนจะมองหาปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆจากการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทญี่ปุ่นที่จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ ขณะที่เงินเยนที่อยู่ในทิศทางอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลาร์สหรัฐฯก็ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดเพิ่มขึ้น 1.38% โดยหุ้น B shares สกุลดอลลาร์สหรัฐฯของตลาดเซี่ยงไฮ้มีเสถียรภาพหลังลดลงเมื่อวานนี้ ขณะที่นักลงทุนเปลี่ยนจุดสนใจไปที่การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของจีนในสัปดาห์นี้

- ตลาดหุ้นไทย วันอังคาร ( 18 ตค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงในช่วงเช้าวันนี้สวนทางดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่อย่างไรก็ดีดัชนีได้สูงขึ้นในช่วงบ่าย โดยมีแรงขายมากในหุ้นกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ และมีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 0.20 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 19 ต.ค. 2559

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday949
mod_vvisit_counterAll days949

We have: 949 guests online
Your IP: 216.73.217.40
Mozilla 5.0, 
Today: May 08, 2026

4208240