| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Thursday, 29 September 2016 09:16 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ทรงตัวในเดือนสิงหาคม โดยได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อเครื่องบินที่ลดลง 21.9% ขณะเดียวกัน ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนสิงหาคม โดยเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ทั้งนี้นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานของสหรัฐจะลดลง 0.2% นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เข้าแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเมื่อวานนี้ โดยระบุว่า ธนาคารสหรัฐมีเงินทุนในระดับที่เพียงพอ แต่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยที่อ่อนแอ นอกจากนี้ นางเยลเลนยังระบุว่า ธนาคารที่ปล่อยเงินกู้ในภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมยังคงมีการขยายตัวที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุด 8 แห่งของสหรัฐได้เพิ่มฐานเงินทุน 2 เท่า สู่ระดับ 8 แสนล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่ได้เพิ่มการถือครองสินทรัพย์คุณภาพสูงอีก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน นางเยลเลนระบุว่า ภาคธนาคารพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นน้อยลง และมีประสิทธิภาพในการทำกำไรมากขึ้น นับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตการเงิน พร้อมยังกล่าวด้วยว่า Fed ไม่มีตารางเวลาที่แน่นอนในการปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงินออกจากจุดยืนที่ผ่อนคลายในขณะนี้ อย่างไรก็ดี นางเยลเลนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ Fed บางรายได้ส่งสัญญาณในช่วงที่ผ่านมาว่า จะเป็นการเหมาะสมที่จะทำการปรับเล็กน้อยต่อนโยบายผ่อนคลายในปีนี้ ถ้าหากไม่มีความเสี่ยงครั้งใหม่ปรากฏขึ้น นอกจากนี้ นางเยลเลนกล่าวว่า Fed กำลังพิจารณาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทดสอบภาวะวิกฤตของภาคธนาคารประจำปี โดยจะเน้นแนวทางที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงมากขึ้น และมีลักษณะเฉพาะมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความต้องการเงินทุนของธนาคารขนาดใหญ่ โดยจะขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารต่างๆจะกำหนด"เงินทุนกันชน"ขึ้น ซึ่งธนาคารจะต้องดำรงเงินทุนดังกล่าวไว้เพื่อรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงในช่วงขาลง โดยอิงจากผลการทดสอบ อย่างไรก็ดี นางเยลเลนระบุว่า ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่ Fedกำลังพิจารณานั้น เงินทุนกันชนดังกล่าวจะถูกทดแทนด้วยการกำหนดเงินทุนกันชนใหม่ที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงมากขึ้น และมีลักษณะเฉพาะมากขึ้น ซึ่งวงเงินจะขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ
ปัจจัยที่ควรติดตาม ดัชนีและตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาของสหรัฐอเมริกาในวันนี้ได้แก่ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ประมาณการครั้งสุดท้ายของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2559 และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนส.ค.
ยุโรป: อังกฤษ นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) กล่าวในการให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์เฮรัลด์ สก็อตแลนด์ว่า เศรษฐกิจอังกฤษมีแนวโน้มระยะยาวในทางบวก และเศรษฐกิจอังกฤษปรับตัวเหมือนอย่างที่ BOE เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงที่ BOE ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนส.ค.เพื่อลดทอนผลกระทบจากการที่อังกฤษโหวตถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit ในเดือนมิถุนายน
เยอรมนี สถาบันเศรษฐกิจชั้นนำของเยอรมนีได้ทบทวนปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปีนี้ขึ้นสู่ 1.9% จาก 1.6% แต่สถาบันได้ทบทวนปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับปีหน้าลงสู่ 1.4% จาก 1.5% ที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัว 1.7% ในปีที่แล้ว น้ำมัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) บรรลุข้อตกลงในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการซึ่งขึ้นที่ประเทศแอลจีเรียเมื่อวานนี้ โดยที่ประชุมมีมติปรับลดการผลิตน้ำมันลงสู่ระดับ 32.5 - 33 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่ระดับ 33.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนายโมฮัมหมัด บิน ซาเลห์ อัล-ซาดา ประธานโอเปกได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 6 ชั่วโมงเสร็จสิ้นลง ยืนยันว่า ที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมัน และตกลงที่จะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่พิจารณาส่วนแบ่งด้านการผลิตของสมาชิกโอเปกแต่ละประเทศ และจากนั้นจะยื่นรายงานต่อที่ประชุมโอเปกครั้งต่อไปซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในเดือนพ.ย.
ปัจจัยที่ควรติดตาม ดัชนีและตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาของเยอรมนีในวันนี้ได้แก่ อัตราว่างงานและอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายนของเยอรมนี ด้าน EU ก็มีตัวเลข ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน .
เอเชีย : เกาหลีใต้ นายยู อิล-โฮ รมว.คลังเกาหลีใต้เปิดเผยว่าเขาคาดว่ายอดส่งออกจะลดลงอีกครั้ง เนื่องจากการผละงานประท้วงในอุตสาหกรรมหลายกลุ่ม ขณะที่การอุปโภคบริโภคในประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงของการปรับฐาน แต่ก็คาดว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดส่งออกจะลดลงอีกครั้งหลังจากที่ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ อาทิเช่นการประท้วง นายยูเป็นประธานการประชุมเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่กรุงโซลเพื่อหารือถึงการจัดการกับการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ยอดส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนส.ค.หลังจากลดลง 19 เดือน แต่ข้อมูลยอดส่งออกที่ย่ำแย่ในช่วง 20 วันแรกของเดือนนี้แสดงว่า การดีดตัวขึ้นอาจจะไม่ยั่งยืน ทั้งนี้เกาหลีใต้จะประกาศข้อมูลยอดส่งออกขั้นต้นประจำเดือนก.ย.ในวันที่ 1 ต.ค.นี้
จีน ผลสำรวจของภาคเอกชนพบว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 แข็งแกร่งน้อยกว่าที่ระบุไว้ในข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส โดยการขยายตัวมาจากภาคการผลิตและอสังหาริมทรัพย์ แต่ภาคบริการและภาคค้าปลีกชะลอตัวลง ทั้งนี้ผลสำรวจความเห็นบริษัทกว่า 3,100 แห่งของสำนักงานไชน่า เบจ บุ๊ค อินเตอร์เนชั่นแนล (CBB) พบว่า ภาคการผลิตมีการขยายตัวมากที่สุดทั้งประเทศ โดยบริษัท 53% มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และการขยายตัวของตลาดบ้านช่วยหนุนบริษัทที่อยู่ในเศรษฐกิจเก่า นับตั้งแต่โรงงานเหล็ก ไปจนถึงผู้ผลิตปูนซิเมนต์ CBB ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ธุรกิจในเศรษฐกิจใหม่ อาทิ ภาคบริการ, ขนส่ง และค้าปลีกพบภาวะชะลอตัวเมื่อเทียบรายไตรมาส และรายปี โดยกระแสเงินสด และกำไรลดลง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ต่อเนื่อง ภาคบริการชะลอตัวลง และภาคค้าปลีกชะลอตัวมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่มีการทำผลสำรวจมา ขณะที่บริษัทอี-คอมเมิร์ซแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น
อินเดีย ปริมาณการผลิตน้ำตาลของอินเดียในปีการตลาด 2016/2017 อาจจะลดลง 7% สู่ระดับ 23.37 ล้านตันจากปีก่อน ขณะที่ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นอ้อยในอินเดียได้รับความเสียหาย นายทารัน ซอว์นีย์ ประธานสมาคมโรงงานน้ำตาลอินเดีย (ISMA) กล่าวว่าคาดว่าอินเดียจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยสต็อกน้ำตาล 7.5 ล้านตัน ทั้งนี้ปีการตลาดน้ำตาลเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. ขณะที่รัฐมหารัชตระทางตะวันตกของอินเดียเป็นรัฐที่มีการปลูกอ้อยมากที่สุด
ไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 59 มีโอกาสเติบโตได้ถึง 3.2% พร้อมระบุว่าจะไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอีกหากไม่มีความจำเป็น เมื่อสองสัปดาห์ก่อนคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ปีนี้ เป็นเติบโต 3.2% จากเดิมคาดโต 3.1% โดยเป็นผลจากการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ซึ่งสูงกว่าที่คาด และมีโอกาสที่การบริโภคในช่วงปลายปีจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ นอกจากนี้ภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงขยายตัวได้ดี ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านั้นสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) คาดการณ์ว่าจีดีพีของไทยปี 59 จะเติบโต 3.3% หรืออยู่ในช่วง 3.0-3.6% โดยมองว่ารายจ่ายภาครัฐที่ทำได้ดีขึ้น อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว จะเข้ามาช่วยชดเชยการส่งออกที่ปรับลดลงได้ นายสมคิดกล่าวว่าในช่วงเวลาที่เหลือประมาณ 1 ปี ของรัฐบาลชุดนี้ มั่นใจว่าจะประคับประคองเศรษฐกิจไทย ให้ขยายตัวอยู่ในระดับที่ดีต่อไปได้ โดยช่วงเวลาที่เหลือจะเน้นไปในเรื่องการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และดูแลกลุ่มคนที่ได้รับความลำบาก สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบเมื่อวานนี้ว่า เป็นการเติมเงินเพื่อช่วยดูแลเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการหมุนเวียนของเงินที่เกิดขึ้น เป็นเพียงผลพลอยได้ เขายังเห็นว่าภาคการส่งออกไทยจะต้องปรับตัวในการยกระดับสินค้า เพราะตัวเลขส่งออกที่ออกมาดีขึ้นในเดือนส.ค. อาจจะปรับลดลงได้ในเดือนต่อไป ดังนั้นจะต้องยกระดับสินค้าของไทย ด้วยการเพิ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่พึ่งความได้เปรียบในเรื่องค่าเงินเหมือนประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันพุธ (28 กย.) เงินบาททรงตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้า ขณะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินเอเซียหลังการโต้วาทีนัดแรกของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อวานนี้ซึ่งนักลงทุนมองว่า นางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต โต้วาทีได้ดีกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งเป็นคู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน อย่างไรก็ดี จากที่ดอลลาร์ร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆของประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ หลังแหล่งข่าวโอเปกเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า โอเปกตกลงลดการผลิตน้ำมันลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 โดยลดลงสู่ 32.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปัจจุบันที่ระดับ 33.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยในช่วงท้ายตลาด - ดอลลาร์/เยน วันพุธ (28 กย.) เงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้หลังการโต้วาทีของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อวานนี้ซึ่งนักลงทุนมองว่า นางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต โต้วาทีได้ดีกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งเป็นคู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน - ยูโร/ดอลลาร์ วันพุธ ( 28 กย.) เงินยูโรแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากยูโรอ่อนค่าเมื่อวานนี้ ขณะที่ทางด้านเศรษฐกิจยุโรปนั้นล่าสุดสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ชี้ว่า อังกฤษและยูโรโซนจะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ แต่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของอังกฤษที่จะออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit การที่ธนาคารกลางอังกฤษตัดสินใจขยายโครงการซื้อพันธบัตรนั้นช่วยคลายกังวลในตลาดเงินอังกฤษ และ S&P คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยของอังกฤษจะชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ S&P คาดว่า เศรษฐกิจอังกฤษจะขยายตัว 1.8% ในปีนี้ และจะชะลอตัวสู่ 1.0% ในปีหน้า และ 1.1% ในปี 2018
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพุธ ( 28 กย.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันพุธ หลังข้อตกลงจำกัดการผลิตน้ำมันดิบของโอเปกหนุนราคาน้ำมันทะยานขึ้น โดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 4.34% หลังโอเปกบรรลุข้อตกลงลดการผลิตน้ำมันลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมากถึง 6% ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.61% สู่ 18,339.24, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.53% สู่ 2,171.37 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 0.24% สู่ 5,318.55 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพุธ ( 28 กย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียหลายตลาดลดลงในวันนี้โดยมีปัจจัยกดดันส่วนหนึ่งจากการที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับธนาคารบางแห่งในยุโรป อย่างไรก็ดีตลาดก็ได้ปัจจัยบวกจากการที่นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) กล่าวว่า เฟดควรจะหลีกเลี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเกินไป รวมทั้งรายงานดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาดี เช่น Conference Board เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ 104.1 ในเดือนก.ย. ขณะที่มาร์กิต เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI) ภาคบริการขั้นต้นของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 51.9 ในเดือนก.ย. จากระดับ 51.0 ในเดือนส.ค. โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 1.31% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 0.34% โดยนักลงทุนจำนวนมากไม่ต้องการเข้าลงทุนก่อนช่วงวันหยุดยาว โดยตลาดหุ้นจีนจะปิดทำการในสัปดาห์หน้าทั้งสัปดาห์ หุ้นส่วนใหญ่ลดลงในวันนี้ แต่หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนคาดว่าผู้ประกอบการจะได้อานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของราคาบ้านในเมืองใหญ่ แม้รัฐบาลท้องถิ่นดำเนินมาตรการควบคุมครั้งใหม่ก็ตาม - ตลาดหุ้นไทย วันพุธ ( 28 กย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ลดลงตามทิศทางหลายตลาดหุ้นในเอเซียเนื่องจากความกังวลเรื่องธนาคารบางแห่งในยุโรป อย่างไรก็ดีก็ยังมีปัจจัยบวกจากการที่รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯกล่าวว่า เฟดควรจะหลีกเลี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเกินไป ขณะที่รายงานดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯก็ออกมาดี โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 9.81 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 29 ก.ย. 2559
|






![]() | Today | 784 |
![]() | All days | 784 |
Comments