Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Thursday, 15 September 2016 09:13

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ดัชนีราคานำเข้าในเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน โดยปรับตัวลง 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนกรกฎาคม ตรงกันข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีราคานำเข้าจะลดลง 0.1% โดยการลดลงดังกล่าวอันเป็นผลมาจากผลกระทบของราคาน้ำมัน และอาหารที่ลดลง รวมทั้งการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ  อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าลดลง 2.2% ต่อเนื่องจากที่ลดลง 3.7% ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ การปรับตัวลงของดัชนีราคานำเข้าได้ช่วยให้นักลงทุนลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. ที่จะถึงนี้ สำหรับดัชนีราคาส่งออกลดลง 0.8% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม และลดลง 2.4% เมื่อเทียบรายปี

นายเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และขณะนี้เป็นที่ปรึกษาของสถาบันบรู๊คกิ้งส์ ระบุในบล็อกของเขาว่า เจ้าหน้าที่ Fed ควรพิจารณาอย่างจริงจังในการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ถึงแม้ Fed อาจจะยังไม่จำเป็นต้องรีบใช้นโยบายดังกล่าวในเร็วๆนี้ โดยนายเบอร์นันเก้ระบุว่า การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่วิตกกัน  พร้อมยังระบุว่า เรื่องดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ และเนื่องจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในขณะนี้จะยังคงอยู่ต่อไป จึงเป็นเหตุผลที่ดีสำหรับ Fed และธนาคารกลางอื่นๆที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงกรอบนโยบายของตน โดยอาจมีการหารือเกี่ยวกับทางเลือกในการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อขึ้นไป แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะปฏิเสธทางเลือกอื่น เช่น การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ

คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (ITC) ตัดสินเข้าข้างบริษัทผู้ผลิตเหล็กกล้าของสหรัฐในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าสหรัฐสามารถเรียกเก็บภาษีต่อต้านการอุดหนุนและภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดส่วนใหญ่ ได้จากเหล็กแผ่นรีดร้อนที่นำเข้าจากออสเตรเลีย, บราซิล, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, เกาหลีใต้ และตุรกี  ITC ปฏิเสธการเก็บภาษีต่อต้านการอุดหนุนในอัตราราว 6% จากเหล็กกล้ารีดร้อนที่นำเข้าจากตุรกี แต่ยืนยันการเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดในอัตราราว 6-7% จากเหล็กกล้ารีดร้อนที่นำเข้าจากตุรกี ทั้งนี้ ผลการลงคะแนนของ ITC ในครั้งนี้จะส่งผลให้มีการเก็บภาษีนำเข้าจากผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เป็นเวลา 5 ปี ทั้งนี้ ภาษีศุลกากรถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่สหรัฐนำมาใช้ในการต่อต้านการนำเข้าเหล็กกล้าในปริมาณมาก ในขณะที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง และอุปสงค์ยังคงอยู่ในระดับต่ำในประเทศอื่นๆ

 

ปัจจัยที่ควรติดตาม

- กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

- กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2016

- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยดัชนีการผลิตของรัฐนิวยอร์คเดือนก.ย.

- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟียเปิดเผยผลสำรวจดัชนีกิจกรรมการผลิตเขตมิด-แอตแลนติกเดือนก.ย.

- กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค.

- กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนส.ค.

- ธนาคารกลางสหรัฐเปิดเผยข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังผลิตเดือนส.ค.

- กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ค.

 

ยุโรป: อังกฤษ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า จำนวนคนว่างงานในเดือนพ.ค.-ก.ค. ลดลง 39,000 ราย สู่ระดับ 1.63 ล้านราย ในขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.9% ลดลงจากระดับ 5.6% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

 

ฝรั่งเศส:

สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.2% Insee ระบุว่า การปรับขึ้นของดัชนี CPI เกิดขึ้นหลังจากหมดฤดูกาลเซลล์ในเดือนกรกฎาคม และต้นทุนบริการด้านการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้น สำหรับราคาสินค้าจากภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 1.4% จากเดือนก่อนหน้า ราคาเสื้อผ้าและรองเท้าเพิ่มขึ้น  8.7% ส่วนราคาพลังงานลดลง 1.6%

นายดิดิเยร์ กุยลอเม หัวหน้าวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กล่าวว่า ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ จะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ในปีหน้า  พร้อมยังระบุว่า ปธน.ออลลองด์จะประกาศเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ หรือเดือนมกราคมปีหน้า โดยก่อนหน้านี้ ปธน.ออลลองด์เคยกล่าวว่า จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 หากไม่สามารถลดอัตราว่างงานลงจากระดับ 9.9% ในปัจจุบัน

 

ปัจจัยที่ควรติดตาม

จับตาการประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

 

เอเชีย :  ญี่ปุ่น

หนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานในวันพุธที่ผ่านมาว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) วางแผนจะทำให้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบกลายเป็นแกนกลางของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต และให้สัญญาว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีก ในขณะที่การขยายมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์กำลังจะเผชิญกับขีดจำกัด แหล่งข่าวเคยกล่าวกับรอยเตอร์ในช่วงก่อนหน้านี้ว่า บีโอเจอาจจะเพิ่มความยืดหยุ่นในมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ดี นิกเกอิระบุว่า ถึงแม้บีโอเจทำเช่นนั้น บีโอเจก็มีแนวโน้มที่จะยังคงให้สัญญาว่า บีโอเจจะปรับเพิ่มปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลในอัตรา 80 ล้านล้านเยน (7.80 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อปีต่อไปตามเดิม แผนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ โดยบีโอเจจะประเมินเรื่องนี้ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ครอบคลุมทั้งนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบและมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์จำนวนมาก การปรับเปลี่ยนมาตรการดังกล่าวจะเป็นการตอกย้ำความกังวลภายในบีโอเจที่ว่า บีโอเจมีทางเลือกลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรของบีโอเจส่งผลให้ตลาดขาดสภาพคล่อง และไม่สามารถหนุนอัตราเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้นสู่ระดับเป้าหมายที่ 2 % นิกเกอิระบุว่า การที่บีโอเจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับติดลบมากขึ้นไปอีกในสัปดาห์หน้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวของเยน และขึ้นอยู่กับการอภิปรายในคณะกรรมการบีโอเจในเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การที่บีโอเจหันเหจุดสนใจไปยังนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ จะส่งผลให้บีโอเจมีทางเลือกมากยิ่งขึ้นในการดำเนินนโยบายในอนาคต ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเวลาที่เชื่องช้าเกินคาด และส่งผลให้เยนแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับติดลบมากยิ่งขึ้นไปอีกในสัปดาห์หน้า จะส่งผลให้เยนร่วงลงอย่างต่อเนื่องได้จริงหรือไม่

 

จีน

สมาคมเหล็กและเหล็กกล้าของจีน (CISA) เปิดเผยว่า โรงงานเหล็กขนาดใหญ่ของจีนทำกำไรได้ 3.8 พันล้านหยวน (568.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการลดลงเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน และความสามารถในการทำกำไรยังคงอ่อนแอ

คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของจีนแตะระดับ 5.631 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง (kwh) ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 8.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว   โฆษก NDRC กล่าวว่า การใช้ไฟฟ้ามีปริมาณรวม 3.89 ล้านล้าน kwh ในช่วง 8  เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

สหรัฐได้ยื่นเรื่องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในวันอังคารเพื่อคัดค้านมาตรการของจีนในการสนับสนุนราคาข้าวสาลี, ข้าวโพด และข้าว โดยสหรัฐกล่าวหาว่า มาตรการของจีนมีขนาดสูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเพดานที่จีนเคยให้สัญญาว่าจะรักษาไว้เมื่อจีนเข้าร่วม WTO ในปี 2001

 

ไทย

คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ตามที่นักวิเคราะห์ในโพลล์รอยเตอร์คาดไว้ โดยมองว่า อัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ยังเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และจะรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายไว้ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต นักเศรษฐศาสตร์ 24 ราย จาก 25 ราย ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% เป็นครั้งที่ 11 ติดต่อกัน ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่ มีนักวิเคราะห์ 1 ราย ที่คาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ 1.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทั้งนี้ กนง.ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ปีนี้ เป็นเติบโต 3.2% จากเดิมคาดโต 3.1% และคงคาดการณ์ส่งออกปีนี้หดตัว 2.5% แต่ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 59 เป็น 0.3% จากเดิมคาด 0.6% โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับสู่กรอบล่างของกรอบเป้าหมายได้ในไตรมาส 4/59 ส่วนในปี 60 กนง.ยังคงคาดการณ์จีดีพีขยายตัว 3.2% แต่มองการส่งออกจะติดลบ 0.5% จากเดิมคาดทรงตัวที่ 0.0% และคาดเงินเฟ้อทั่วไปปีหน้าเพิ่มขึ้น 2.0% จากเดิมคาด 2.2% ขณะที่มองว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยว ยังเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การลงทุนภาครัฐยังสามารถชดเชยการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวได้ อย่างไรก็ตาม กนง.เห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้น จากปัจจัยภายนอก พร้อมระบุว่าการแข็งค่าของเงินบาทไม่ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลัง คาดจะนำเสนอโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ใน 2-3 สัปดาห์นี้ โดยจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ครบวงจร ด้วยการแปลงหนี้นอกระบบที่อัตราดอกเบี้ยสูง ให้เข้ามาอยู่ในระบบกับ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ส่วนผู้ที่ปล่อยกู้นอกระบบ หากจะทำธุรกิจปล่อยกู้ต่อ ต้องเข้ามาจดทะเบียนอยู่ในระบบภายใต้ชื่อ "Pico Finance" ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% ต่อปี นอกจากนี้ ผู้ที่มีความจำเป็นจะต้องกู้เงินภายหลังจากการแก้ไขหนี้แล้ว สามารถจะขอกู้ได้จากธนาคารออมสิน และธ.ก.ส. โดยคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 1.0-1.5% ต่อเดือน หรือ 10% กว่าต่อปี

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันพุธ (14 กย.) เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับเงินเอเซียส่วนใหญ่ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเช่นกัน อย่างไรก็ดีเงินริงกิตของมาเลเซียและรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้ โดยเงินริงกิตเผชิญกับแรงกดดันจากการลดลงของราคาน้ำมันเมื่อวานนี้ ขณะที่รูเปียห์อ่อนค่าจากแรงขายหุ้นในตลาดหุ้นอินโดนีเซียของนักลงทุนต่างประเทศ อย่างไรก็ดีต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางของสหรัฐฯและญี่ปุ่นในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ซึ่งมีแนวโน้มที่ในช่วงก่อนถึงการประชุมดังกล่าวอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการประชุมดังกล่าว โดยในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐฯแม้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวชะลอลง อัตราเงินเฟ้อยังต่ำ และยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆรออยู่ข้างหน้า แต่นักลงทุนก็จับตาว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหรือไม่เกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นข่าวล่าสุดหนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานว่า บีโอเจมีแผนจะทำให้อัตราดอกเบี้ยติดลบเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต ขณะที่การขยายวงเงินซื้อสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลนั้นใกล้จะถึงขีดจำกัด

- ดอลลาร์/เยน วันพุธ (14 กย.) เงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์เรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่นในการประชุมในวันที่ 20-21 กันยายนนี้

- ยูโร/ดอลลาร์ วันพุธ ( 14 กย.) เงินยูโรแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ อย่างไรก็ดีนักลงทุนก็จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในวันที่ 20-21 กันยายนซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯในปีนี้ ส่วนทางด้านธนาคารกลางอังกฤษก็จะมีการประชุมในวันที่ 15 กันยายนนี้

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันพุธ ( 14 กย.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันพุธ ขณะที่นักลงทุนวิตกกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)และราคาน้ำมันที่ลดลงถ่วงหุ้นกลุ่มพลังงาน แม้หุ้นแอปเปิลพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดของปีนี้ก็ตาม  ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 31.98 จุดหรือ 0.18% สู่ 18,034.77, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 1.25 จุดหรือ 0.06% สู่ 2,125.77 และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 18.52 จุดหรือ 0.36% สู่ 5,173.77

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันพุธ ( 14 กย.)  ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ลดลงในวันนี้ โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 0.69% โดยเป็นการลดลงท่ามกลางภาวะซื้อขายเบาบางก่อนช่วงวันหยุดยาวในสุดสัปดาห์นี้ ขณะที่ดัชนีตลาดปรับตัวลงมากที่สุดในรอบหลายเดือนในสัปดาห์นี้แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนสิงหาคมจากการรายงานของทางการจีนจะออกมาค่อนข้างดีแต่ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ก็กังวลมากขึ้นเรื่องเสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดการเงินของจีน ส่วนดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.69% โดยถูกกดดันจากการลดลงของหุ้นกลุ่มธนาคารท่ามกลางการคาดการณ์มากขึ้นว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยหนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานว่า บีโอเจมีแผนจะทำให้อัตราดอกเบี้ยติดลบเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต ขณะที่การขยายวงเงินซื้อสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลนั้นใกล้จะถึงขีดจำกัด

- ตลาดหุ้นไทย วันพุธ( 14 กย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ นำโดยหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และหมวดธุรกิจบริการ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 11.35 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 1,477.65 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 1-14 กันยายน 2559 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิรวม 12,687.67 ล้านบาท

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 15 ก.ย. 2559

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment