| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Friday, 08 July 2016 09:52 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) รายงานว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐประจำเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 150,000-160,000 ตำแหน่ง โดยยอดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้า ซึ่งประกอบด้วยบริษัทก่อสร้างและผู้ผลิต ลดลง 36,000 ตำแหน่ง โดยการจ้างงานที่โรงงานผลิตลดลง 21,000 ตำแหน่ง ภาคก่อสร้างลดการจ้างงาน 5,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคบริการจ้างงานเพิ่ม 208,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ เมื่อเทียบตามขนาด พบว่า บริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 499 คน ได้เพิ่มการจ้างงาน 25,000 ตำแหน่ง ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางที่มีพนักงาน 50-499 คน ได้จ้างพนักงานเพิ่ม 52,000 ตำแหน่ง และบริษัทขนาดเล็กที่มีลูกจ้างไม่ถึง 50 คน ได้เพิ่มการจ้างงาน 95,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หนุนตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเกินคาด ขณะที่การจ้างงานภาคเอกชนเดือนพฤษภาคมถูกปรับทบทวนเป็นเพิ่มขึ้น 168,000 ตำแหน่ง จาก 173,000 ตำแหน่งในรายงานเบื้องต้น ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 2 กรกฎาคมลดลง 16,000 ราย สู่ระดับ 254,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน หรือในรอบเกือบสามเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขอสวัสดิการว่างงานรายใหม่จะอยู่ที่ราว 265,000-270,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ยของยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่แบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 2,500 สู่ระดับ 264,750 ราย สำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องมีจำนวนลดลง 44,000 ราย สู่ระดับ 2.12 ล้านราย ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 มิถุนายน
ยุโรป: สหภาพยุโรป สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรปหรือ Eurostat รายงานว่า เนเธอร์แลนด์และอังกฤษมีความสามารถด้านการผลิตทรัพยากรสูงที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) เมื่อปี 2558 โดย Eurostat ระบุว่า EU ได้พยายามที่จะรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การใช้วัตถุดิบลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในกลุ่ม EU นั้น ความสามารถด้านการผลิตทรัพยากรเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2 ยูโรต่อกิโลกรัมในปี 2558 จากระดับ 1.48 ยูโรต่อกิโลกรัมในปี 2543 ซึ่งเพิ่มขึ้น 35.4% ในขณะที่ดัชนีวัดชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า DMC นั้น พบว่า ผลผลิตทางการเกษตร แร่ และโลหะ 13.2 ตันถูกใช้งานในอัตราต่อ 1 หน่วยการผลิตใน EU เมื่อปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับปี 2543 ที่ 15.5 ตัน
เยอรมนี กระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนี รายงานว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคมปรับตัวลง 1.3% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนเมษายน และหากเทียบรายปี ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีลดลง 0.4% จากปีก่อน สำหรับสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตลดลงนั้นก็เนื่องมาจากการลดลงถึง 3.9% ของสินค้าทุน ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนที่แล้ว และสินค้าขั้นกลางลดลง 0.3% ด้านผลผลิตภาคการผลิตลดลง 1.8% ขณะที่ภาคพลังงานปรับตัวสูงขึ้น 3.9% รัฐบาลกลางเยอรมนีมีมติเห็นชอบให้ยืดแผนการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างสมดุลตลอดระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากการถอนตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit และการไหลทะลักเข้าประเทศของผู้อพยพอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ รัฐบาลเยอรมนีได้กำหนดรายจ่ายในปี 2560 ไว้อยู่ที่ 3.287 แสนล้านยูโร (ราว 3.644 แสนล้านดอลลาร์) มากกว่ารายจ่ายที่กำหนดไว้ในปีนี้ 3.7% ซึ่งอยู่ที่ 3.169 แสนล้านยูโร และจะเพิ่มเพดานรายจ่ายในปี 2563 ขึ้นไปอยู่ที่ 3.493 แสนล้านยูโร
อังกฤษ สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของอังกฤษในเดือนพฤษภาคม ลดลง 0.5% เทียบกับเดือนเมษายน ซึ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจประเทศ ภายหลังการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เมื่อเทียบเป็นรายปี ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% จากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ทั้งยังระบุว่า 3 ใน 4 ภาคอุตสาหกรรมหลักปรับตัวลดลง นำโดยภาคการผลิตที่ลดลง 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน แต่หากเทียบรายปี ผลผลิตภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 1.7% และนอกจากภาคการผลิตแล้ว ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รวมทั้งภาคไฟฟ้าและก๊าซก็ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเช่นกัน แต่ภาคอุตสาหกรรมจัดการน้ำและขยะขยายตัวขึ้น ทั้งนี้ ผลผลิตภาคการผลิตไม่รวมอุตสาหกรรมเหมือง น้ำมันและก๊าซ และสาธารณูปโภค ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมครอบคลุมถึงทุกภาคอุตสาหกรรมที่กล่าวมา โดยผลผลิตภาคการผลิตถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
ฝรั่งเศส สำนักงานศุลกากรของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ยอดขาดดุลการค้าเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 2.8 พันล้านยูโร (3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงจากเดือนเม.ย.ที่ขาดดุลไป 4.8 พันล้านยูโร เนื่องจากการส่งออกขยายตัว ขณะที่การนำเข้าอ่อนตัวลง
เอเชีย : ญี่ปุ่น แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง, ธนาคารกลางญี่ปุ่นและสำนักงานบริการการเงินของญี่ปุ่นจะประชุมกันในช่วงเช้าวันศุกร์นี้เวลา 09.30 น.ตามเวลาญี่ปุ่นหรือราว 07.30 น.ตามเวลาไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับภาวะตลาดการเงิน แหล่งข่าวคาดว่า พวกเขาจะแลกเปลี่ยนความเห็นกันรวมถึงวิธีการที่รัฐบาลควรรับมือกับการแข็งค่าของเยนในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้พวกเขาประชุมกันเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.หลังจากอังกฤษลงมติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวว่า บีโอเจพร้อมที่จะขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปอีก ถ้าหากมีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างไรก็ดี นายคุโรดะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องที่อังกฤษลงมติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit ถึงแม้ Brexit ส่งผลให้ตลาดการเงินประสบภาวะปั่นป่วนวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม นายคุโรดะยืนยันว่า บีโอเจมองแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นในทางบวก และสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขามีความเชื่อมั่นในแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น นายคุโรดะกล่าวว่า "เป็นที่คาดกันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะมีแนวโน้มขยายตัวปานกลาง" และเขากล่าวเสริมว่า "บีโอเจจะพิจารณาอย่างละเอียดเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและราคา และจะผ่อนคลายนโยบายลงไปอีกถ้าหากมีความจำเป็น" มีการคาดการณ์กันว่า บีโอเจะผ่อนคลายนโยบายในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค. ในขณะที่การบริโภคที่อ่อนแอ, การแข็งค่าของเยน และแรงกดดันจากต่างประเทศส่งผลลบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นออกห่างจากระดับเป้าหมายมากยิ่งขึ้น การโหวต Brexit ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์มากยิ่งขึ้นว่าบีโอเจจะดำเนินมาตรการใหม่ ดังนั้นการที่นายคุโรดะไม่แสดงความเห็นเรื่อง Brexit จะส่งผลให้นักลงทุนพยายามคาดเดากันต่อไปว่า นายคุโรดะจะดำเนินมาตรการใดต่อไป
จีน หยวนฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯปรับฐานจากการแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา การอ่อนค่าของหยวนที่ผ่านมาทำให้ตลาดนึกถึงเหตุการณ์ที่จีนได้ประกาศลดค่าเงินหยวนอย่างไม่คาดคิดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว และการลดลงอย่างรวดเร็วอีกครั้งในช่วงต้นปีนี้ก่อนเหตุการณ์ Brexit ผู้สังเกตการณ์ตลาดส่วนใหญ่ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดว่าจีนจะปล่อยให้หยวนอ่อนค่าเล็กน้อยในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจยังคงชะลอตัว
ออสเตรเลีย สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของออสเตรเลียลงในวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยปรับลดลงสู่ "มีแนวโน้มเชิงลบ" จาก "มีเสถียรภาพ" สำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของออสเตรเลียที่ AAA โดย S&P ระบุว่า ผลการเลือกตั้งในออสเตรเลียในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้สถานะงบประมาณของรัฐบาลออสเตรเลียอ่อนแอลง S&P ระบุว่า "แนวโน้มเชิงลบของออสเตรเลียสะท้อนความเห็นของเราที่ว่า ถ้าหากไม่มีการนำนโยบายการคลังที่แข็งกร้าวกว่านี้มาใช้ ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลก็จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก 2-3 ปีโดยแทบไม่มีการปรับลดลงการมียอดขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องอาจจะเป็นสิ่งที่เข้ากันไม่ได้กับการที่ออสเตรเลียมีหนี้ต่างชาติในระดับสูง และภาวะนี้เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับการมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA การที่ S&P ประกาศเตือนเรื่องการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ส่งผลลบต่อนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบุลของออสเตรเลีย ในขณะที่มีการคาดการณ์กันว่า แนวร่วมพรรคลิเบอรัล-เนชั่นแนลของนายเทิร์นบุลอาจจะครองที่นั่งได้ 71 ที่นั่งจากทั้งหมด 150 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต่ำกว่าระดับ 76 ที่นั่งที่จะส่งผลให้เขาสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้สำเร็จ ทั้งนี้การเลือกตั้งในออสเตรเลียในครั้งนี้ส่งผลให้ออสเตรเลียตกอยู่ในภาวะชะงักงัน และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่านายเทิร์นบุลจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ S&P ระบุว่า เราจะยังคงจับตาดูต่อไปในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้าว่า รัฐบาลใหม่ของออสเตรเลียจะประสบความสำเร็จหรือไม่ในการผลักดันมาตรการด้านรายได้และรายจ่ายให้ผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภา สำนักงานทะเบียนที่ดินของฮ่องกงเปิดเผยว่า ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงร่วงลงเกือบ40% ในช่วงครึ่งปีแรกทั้งนี้ มีข้อตกลงขายและซื้อจำนวน 26,571 ฉบับคิดเป็นมูลค่า 1.8949 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (2.442 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในช่วง 6 เดือนแรกจนถึงสิ้นเดือนมิ.ย. ซึ่งปริมาณการขายลดลงมากที่สุดในรอบ 11 ปีเป็นอย่างต่ำเมื่อดูจากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในเว็บไซท์ของสำนักงานทะเบียนที่ดิน ขณะที่มูลค่าการขายลดลงมากที่สุดในรอบ 1 ทศวรรษ
ไทย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 71.6 จาก 72.6 ใน พ.ค. ซึ่งเป็นการปรับลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 25 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่ปรับลดลงใน มิ.ย. เนื่องจากผู้บริโภคกังวลผลกระทบจากการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป(Brexit) ขณะที่มองว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า และการส่งออกยังหดตัวลง นอกจากนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรที่ยังลดลง และกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่มาก
Money Market - ดอลลาร์/บาท วันพฤหัส (7 กค.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับค่าเงินเอเซียส่วนใหญ่ที่แข็งค่าเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อนเพื่อรอดูให้แน่ชัดเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก Brexit อย่างไรก็ดีบาทได้อ่อนค่าเล็กน้อยในช่วงตลาดสหรัฐฯ - ดอลลาร์/เยน วันพฤหัส ( 7 กค.) เงินเยนยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย อีกทั้งปัจจัยเรื่อง Brexit ก็ส่งผลบวกต่อค่าเงินเยนด้วย โดยแหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง, ธนาคารกลางญี่ปุ่นและสำนักงานบริการการเงินของญี่ปุ่นจะประชุมกันในช่วงเช้าวันศุกร์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับภาวะตลาดการเงิน แหล่งข่าวคาดว่าพวกเขาจะแลกเปลี่ยนความเห็นรวมถึงวิธีการที่รัฐบาลควรรับมือกับการแข็งค่าของเยนในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้พวกเขาประชุมกันเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.หลังจากอังกฤษลงมติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit - ยูโร/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 7 กค.) เงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าหลังจากที่อ่อนค่าเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ดีปัจจัยเรื่อง Brexit ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลลบต่อทั้งค่าเงินปอนด์และยูโรเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนใดๆมากเกี่ยวกับแผนการณ์หลังจากนี้ ขณะที่ล่าสุดนายกรัฐมนตรีแองเจลา เมอร์เคลของเยอรมนีกล่าวว่า การลงมติของอังกฤษเพื่อออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit ในเดือนที่แล้วจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยในเยอรมนี นางเมอร์เคลกล่าวว่า สมาชิกอีก 27 ประเทศที่เหลือในอียูควรจะมั่นใจว่า อียูยังคงมีขีดความสามารถในการแข่งขัน, สร้างงาน และส่งเสริมเศรษฐกิจ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพฤหัส ( 7 กค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันพฤหัสบดี โดยหุ้นกลุ่มพลังงานถ่วงตลาดลง แต่การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยหนุนดัชนี Nasdaq ปิดบวก ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.13% สู่ 17,895.88 ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.09% สู่ 2,097.90 และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 0.36% สู่ 4,876.81 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพฤหัส ( 7 กค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียหลายตลาดปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้โดยปัจจัยบวกส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหลายคนออกมาแสดงความเห็นในเชิงที่สนับสนุนการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯควรจะรอดูสถานการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจหลัง Brexit ให้ชัดเจนก่อนที่จะขึ้นอัตราดกเบี้ยครั้งต่อไป ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯล่าสุดก็ออกมาค่อนข้างดี โดยMarkit รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคบริการของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.4 จากระดับ 51.3 ในเดือนพฤษภาคม ดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัวของภาคบริการ ส่วนผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ภาคบริการของสหรัฐมีการขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 เดือนในเดือนมิถุนายน โดย ดัชนีภาคบริการของ ISM อยู่ที่ระดับ 56.5 เพิ่มขึ้นจากระดับ 52.9 ในเดือนพฤษภาคม โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 1.03% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.01% สำหรับดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดลดลง 0.67% โดยปัจจัยลบจากการที่เยนแข็งค่ายังส่งผลต่อตลาดอย่างต่อเนื่อง - ตลาดหุ้นไทย วันพฤหัส ( 7 กค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้สูงขึ้นในช่วงเปิดตลาดก่อนที่จะลดลงหลังจากนั้น อย่างไรก็ดีปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 4.13 จุด โดยวันนี้ตลาดได้ปัจจัยบวกจากการที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหลายคนแสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดการรอดูภาวะเศรษฐกิจสักระยะก่อนที่จะตัดสินใจขึ่นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากขณะนี้ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้น
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 8 ก.ค. 2559
|
Comments