| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 19 February 2016 09:29 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา รายงานการประชุมนโยบายการเงินของFed ประจำวันที่ 26-27 มกราคมแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของ Fed หลายรายมีความกังวลว่าราคาน้ำมันที่ร่วงลงและความปั่นป่วนของตลาดการเงินทั่วโลกได้ก่อความเสี่ยงช่วงขาลงมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยในรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่เห็นพ้องกันว่ามีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น และสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเพิ่มความเสี่ยงช่วงขาลงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่ง Fed ระบุว่ากำลังจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก ขณะเดียวกัน ก็มีการประเมินผลกระทบต่อตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตถึงสัญญาณเกี่ยวกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นในสหรัฐฯ โดยระบุถึงการร่วงลงของราคาหุ้น การแข็งค่าต่อเนื่องของดอลลาร์สหรัฐ และความผันผวนมากขึ้นในตลาดการเงิน ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าความเสี่ยงช่วงขาลงที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้สกัดความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินครั้งหน้าในเดือนมีนาคม นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาเซนต์หลุยส์กล่าวว่า เป็นการไม่ฉลาดที่Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ และตลาดโลกประสบภาวะผันผวน โดยถ้อยแถลงนี้บ่งชี้ว่า Fed มีโอกาสน้อยลงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ในปี 2015 นั้นนายบูลลาร์ดมักจะกล่าวสนับสนุนให้ Fed คุมเข้มนโยบายการเงิน และแสดงความกังวลในปีที่แล้วว่า มีความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์จนเป็นอันตราย พร้อมยังระบุกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเขาจะไม่สนับสนุนให้ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป จนกว่าแนวโน้มนี้จะเปลี่ยนแปลงไป ธนาคารกลางสหรัฐ (fed) สาขาฟิลาเดลเฟีย รายงานว่า ดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติกในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับ -2.8 เพิ่มจากระดับ -3.5 ในเดือนมกราคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าดัชนีจะลดลงสู่ระดับ -4.0 โดยดัชนียังคงติดลบเป็นเดือนที่ 6 ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 0 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัว หากอยู่สูงกว่า 0 บ่งชี้ภาวะขยายตัวทั้งนี้ การติดลบของดัชนีดังกล่าวแสดงว่าภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ และการแข็งค่าของดอลลาร์ รวมทั้งการดิ่งลงของราคาน้ำมัน Conference Board. รายงานว่าดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนมกราคมลดลง 0.2% สู่ระดับ 123.2 หลังจากลดลง 0.3% ในเดือนธันวาคมและเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนพฤศจิกายน อันเป็นผลจากการได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาหุ้น และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ทางด้านดัชนี Coincident Economic Index (CEI) ในเดือนมกราคม ปรับตัวขึ้น 0.3% สู่ระดับ 113.2 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธันวาคม และทรงตัวในเดือนพฤศจิกายนส่วนดัชนี Lagging Economic Index (LAG) ปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนมกราคม สู่ระดับ 120.0 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนธันวาคม และ 0.4% ในเดือนพฤศจิกายน ยอดผู้ขอสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 กุมภาพันธ์ลดลง 7,000 ราย สู่ระดับ 262,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤสจิกายนปีที่แล้ว และอยู่ต่ำกว่าระดับ 275,000 รายที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายใหม่อยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 50 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 ส่วนยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 8,000 ราย สู่ 273,250 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 30,000 ราย สู่ระดับ 2.27 ล้านราย กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมกราคม โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไปอาจลดลง 0.1% ต่อเนื่องจากที่ลดลง 0.1% ในเดือนธันวาคมและ CPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานอาจเพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธันวาคม
อื่นๆ: Global องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประกาศปรับลดแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้สู่ระดับ 3.0% เท่ากับการขยายตัวในปีที่แล้ว ขณะที่ก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.3% ในปีนี้ การปรับลดคาดการณ์ดังกล่าว บ่งชี้ถึงการชะลอตัวในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมทั้งความผันผวนในตลาดการเงิน
เอเชีย:จีน ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า จะทำการซื้อพันธบัตรในตลาดรองแบบรายวันตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.นี้เป็นต้นไป จนถึงขณะนี้ ธนาคารกลางได้ซื้อพันธบัตรในตลาดรองสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยการดำเนินการดังกล่าวแบบรายวันจะทำให้ธนาคารกลางมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการบริหารจัดการปริมาณเงินในระบบการเงิน ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางได้เพิ่มความถี่ของปฏิบัติการดังกล่าวระหว่างวันที่ 29 ม.ค.ถึง 19 ก.พ. เพื่อรักษาสภาพคล่องในตลาดในช่วงเทศกาลตรุษจีน นายหลิว คุน รมช.คลังจีนกล่าวว่า จีนจะประสานนโยบายการคลังและการเงินให้ดีขึ้นเพื่อช่วยจัดการกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวภายในกรอบที่สมเหตุสมผลต่อไป โดยจะเพิ่มนโยบายการคลังขณะเดียวกันก็จะใช้นโยบายการเงินแบบรอบคอบอย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม
ญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นกล่าวว่า เขากำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินและหวังว่าจะร่วมมือกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือจี-7 ตามความจำเป็น นายอาเบะกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีว่า เขาหวังว่า การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ จะกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุน
อินโดนีเซีย นายอากัส มาร์โตวาร์โดโจ ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียกล่าวว่า ธนาคารกลางจะยังคงจับตาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเพื่อตัดสินใจว่า จะผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีกหรือไม่ เขาแสดงความเห็นหลังจากที่ธนาคารกลางได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 7.00% และลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลง 1.00% สู่ระดับ 6.5% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.เขากล่าวอีกว่าหนี้เสียอาจจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากความต้องการของภาคเอกชนยังคงชะลอตัว ธนาคารกลางอินโดนีเซียเปิดเผยว่า การให้สินเชื่อของธนาคารอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 10.5% ในปี 2015 จากปี 2014 ซึ่งลดลงอย่างมากจากเป้าหมายที่ธนาคารกลางกำหนดไว้ที่ 15-17% ในปี 2015 ธนาคารกลางได้ทบทวนปรับลดคาดการณ์การให้สินเชื่อลง 2 ครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาดไว้ และกฎการให้สินเชื่อที่ผ่อนคลายลงในปีที่แล้วไม่สามารถทำให้การให้สินเชื่อขยายตัวได้ นายเพอร์รี วาร์จิโย รองผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียกล่าวว่า เศรษฐกิจอาจจะขยายตัว 5.4% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 4.8% ในปีที่แล้ว หลังจากธนาคารกลางมีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในรอบ 2 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารกลางยังมีมติลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลง 1.00% สู่ 6.5% และเขากล่าวว่า นั่นจะทำให้ธนาคารมีสภาพคล่องใหม่ 34 ล้านล้านรูเปียห์ (2.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งสามารถนำไปปล่อยสินเชื่อได้ ธนาคารกลางคาดว่าการให้สินเชื่อจะขยายตัว 14% ณ สิ้นปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบาย
ไทย ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 59 วงเงินไม่เกิน 5.6 หมื่นล้านบาทแล้ว ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวต่อที่ประชุมสนช.ว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมดังกล่าว จะนำไปใช้ในโครงการระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์(National e-Payment) ซึ่งเป็นโครงการคิดขึ้นมาใหม่ ไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม แต่รัฐบาลเห็นว่า เป็นโครงการสำคัญช่วยพัฒนาประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่าวทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำ ส่วนโครงการอื่นๆ จะนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ และเน้นการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมว่า จะนำไปใช้เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในโครงการอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค งบประมาณส่วนนี้ทั้งหมดมาจากการประมูลคลื่น 4G ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม 56,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้รัฐจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือประชาชน และสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง
Money Market - บาท/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 18 ก.พ.) บาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ขณะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯก็อ่อนค่าเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินในเอเซียซึ่งสอดคล้องกับการที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้น โดยช่วงนี้ดอลลาร์สหรัฐฯค่อนข้างมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินเนื่องจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหลายคนเริ่มออกมากล่าวในเชิงที่สนับสนุนมากขึ้นต่อการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้นจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯมากขึ้น โดยล่าสุดนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์กล่าวในวันว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำ และตลาดโลกประสบภาวะผันผวน โดยคำแถลงของเขาบ่งชี้ว่าเฟดมีโอกาสน้อยลงที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเท่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ในปีนี้ การแสดงความเห็นของนายบูลลาร์ดแสดงให้เห็นว่าเขาปรับเปลี่ยนจุดยืนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก เพราะในปี 2015 นั้นนายบูลลาร์ดมักจะกล่าวสนับสนุนให้เฟดคุมเข้มนโยบายการเงิน และเขาแสดงความกังวลในปีที่แล้วว่ามีความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์จนเป็นอันตราย - เยน/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 18 ก.พ.) เยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากปัจจัยเรื่องความกังวลเรื่องความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งภาวะดังกล่าวทำให้ทางการญี่ปุ่นมีแนวโน้มต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนักขึ้น ขณะที่ล่าสุดนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นกล่าวว่า เขากำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินและหวังว่าจะร่วมมือกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือจี-7 ตามความจำเป็น - ยูโร/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 18 ก.พ.) ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากช่วงนี้ดอลลาร์สหรัฐฯถูกกดให้อ่อนค่าจากปัจจัยเรื่องการลดการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างไรก็ดียูโรได้อ่อนค่าในช่วงตลาดสหรัฐฯ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพฤหัส ( 18 ก.พ.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันพฤหัสบดีหลังบวก 3 วันติดต่อกัน โดยหุ้นวอลมาร์ทกดตลาดลงหลังเปิดเผยผลประกอบการที่ซบเซาและราคาน้ำมันปรับตัวลง ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.25% สู่ 16,413.43,ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.47% สู่ 1,917.83 และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 1.03% สู่ 4,487.54 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพฤหัส ( 18 ก.พ.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่สูงขึ้นในวันนี้ ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นได้ปัจจัยหนุนจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การคาดการณ์ที่ลดลงเกี่ยวกับแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นของธนาคารกลางประเทศต่างๆก็ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่น โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 2.28% ดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 2.32% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 0.16% - ตลาดหุ้นไทย วันพฤหัส ( 18 ก.พ.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 6.12 จุดซึ่งการปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นวันนี้สอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ โดยได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการลดการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นของธนาคารกลางประเทศต่างๆ โดยวันนี้มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 19 ก.พ. 2559
|






![]() | Today | 1127 |
![]() | All days | 1127 |
Comments