| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 18 December 2015 10:00 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่ายอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 11.7% สู่ระดับ 1.2412 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2008 ซึ่งขณะนั้นตัวเลขขาดดุลพุ่งแตะ 1.5255 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้รับผลกระทบจากการขาดดุลรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 3 คิดเป็นสัดส่วน 2.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จาก 2.5% ในไตรมาส 2 แต่ต่ำกว่าระดับ 6.3% ที่ทำไว้ในไตรมาส 4 ของปี 2005 Conference Board รายงานว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 0.4% สู่ระดับ 124.6 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนตุลาคม โดยได้รับปัจจัยบวกจากการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้น และตัวเลขการอนุญาตสร้างบ้านที่สดใส ทางด้านดัชนี Coincident Economic Index (CEI) ปรับตัวขึ้น 0.1% สู่ระดับ 113.3 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนตุลาคม ส่วนดัชนี Lagging Economic Index (LAG) ปรับตัวขึ้น 0.3% สู่ระดับ 119.6 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก่อนหน้า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาฟิลาเดลเฟีย รายงานว่า ดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติกในเดือนธันวาคมลดลงเกินคาดสู่ระดับ -5.9 หลังจากเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 1.9 ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ดัชนีเคยติดลบเป็นเวลา 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยอยู่ที่ระดับ -4.5 ในเดือนตุลาคม และ -6.0 ในเดือนกันยายน ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 0 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัว หากอยู่สูงกว่า 0 บ่งชี้ภาวะขยายตัว การลดลงของดัชนีดังกล่าวแสดงว่าภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ และการแข็งค่าของดอลลาร์ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 11,000 ราย สู่ระดับ 271,000 ราย โดยลดลงต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 275,000 ราย ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 300,000 รายเป็นสัปดาห์ที่ 41 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 และยังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 42 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ซึ่งสามารถวัดแนวโน้มตลาดแรงงานได้ดีกว่าเพราะมีความผันผวนน้อยกว่าตัวเลขรายสัปดาห์นั้น ลดลง 250 ราย สู่ระดับ 270,500 ราย และใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 42 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 1973 สำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องมีจำนวนลดลง 7,000 ราย สู่ระดับ 2.24 ล้านราย ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 5 ธันวาคม
ยุโรป: ยูโรโซน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนจะยังคงขยายตัวในอัตราปานกลางในระยะใกล้ก่อนที่จะขยายตัวมากขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า แต่ก็มีความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อแนวโน้มดังกล่าว โดย ECB ระบุในรายงานเศรษฐกิจว่า การอุปโภคบริโภคในภาคครัวเรือนจะยังคงเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้อานิสงส์จากตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การลงทุนทางธุรกิจอาจขยายตัวเช่นกัน ขณะที่ความเสี่ยงในช่วงขาลง เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนมากขึ้นในส่วนของสถานการณ์ในเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงในสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองโดยรวม ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสที่จะกดดันเศรษฐกิจโลก และความต้องการของต่างประเทศสำหรับสินค้าส่งออกในเขตยูโร และต่อความเชื่อมั่นในวงกว้างขึ้น
เยอรมนี นายเคลาส์ วอห์ลเรบ นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบัน Ifo ระบุว่า นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ค่าเงินดอลลาร์ และน้ำมันที่มีราคาถูกล้วนสนับสนุนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเยอรมนี แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัจจัยกระตุ้นหรือเรื่องที่น่าประหลาดใจใหม่ ขณะเดียวกันได้ คาดการณ์ว่า การส่งออกจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาควิศวกรรม อันเป็นผลจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพในยูโรโซนและสหรัฐฯ พร้อมระบุต่อไปอีกว่า ความเชื่อมั่นของเยอรมนีจะไม่ได้รับผลกระทบจากความวิตกเกี่ยวกับ "การก่อการร้าย" หลังจากเกิดเหตุโจมตีของกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในปารีส
อังกฤษ สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) รายงานว่า ยอดค้าปลีกของอังกฤษในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบรายปี โดยเป็นผลมาจากการที่ร้านค้าต่างๆใช้กลยุทธ์ปรับลดราคาในวันแบล็คฟรายเดย์
รัสเซียและจีน ธนาคารกลางจีนแถลงว่า ทางธนาคารได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับธนาคารกลางรัสเซียเพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการเงิน โดยธนาคารกลางจีนระบุว่า ธนาคารกลางทั้ง 2 ได้ตกลงที่จะร่วมมือกันด้านการชำระบัญชีด้านสกุลเงิน การชำระเงิน และการใช้บัตรธนาคาร นอกจากนี้ ธนาคารกลางจะอำนวยความสะดวกในการออกพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ทั้ง 2 ฝ่ายยังได้ตกลงที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนทวิภาคี เพื่อกระตุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เอเชีย: จีน สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างความเห็นจากเจ้าหน้าที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) ว่าบริษัทจากมณฑลทางภาคตะวันตกและ 5 เขตปกครองตนเองจะได้รับการส่งเสริมให้จดทะเบียนในตลาดหุ้น และได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายเพื่อการเสนอขายหุ้นให้สาธารณชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) นายเจียง หยาง รองประธาน CSRC กล่าวว่า บริษัทเหล่านี้จะมีสิทธิได้รับการลดหย่อนค่าใช้จ่าย และนโยบายที่เกื้อหนุนอื่นๆเมื่อยื่นเรื่องขอทำ IPO เขากล่าวว่าเม็ดเงินที่มากขึ้นจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านการเกษตรเพื่อสนับสนุนบริษัทด้านเกษตรกรรมชั้นนำ จีนได้อนุญาตให้มีการขายหุ้น IPO ได้อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากระงับมานานในฤดูร้อนนี้ท่ามกลางภาวะปั่นป่วนในตลาดหุ้น ซึ่งทำให้หุ้นจีนดิ่งลง นายเจิ้ง กัง ผู้อำนวยการแผนกวิจัยการธนาคารของสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) ซึ่งเป็นสถาบัน วิจัยชั้นนำของรัฐบาลจีนกล่าวว่า การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์กันไว้ในวงกว้างแล้ว กระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่า ยอดค้าปลีกของจีนมีแนวโน้มที่จะเติบโตในปีนี้ในอัตราที่ช้ากว่าปี 2014 โดยตัวเลขยอดค้าปลีกนี้ถือเป็นมาตรวัดสำคัญสำหรับการบริโภคภายในประเทศของจีนซึ่งถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก นายเซิน ตานหยาง โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ยอดค้าปลีกอาจเติบโตราว 10.7% ในปี 2015 หลังจากเติบโต 12% ในปี 2014 ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2015 นั้น ยอดค้าปลีกเติบโต 10.6% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยยอดค้าปลีกปรับขึ้น 11.2% ต่อปีในเดือนพ.ย.ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในปีนี้
ญี่ปุ่น นายทาโร อาโซะ รวม.คลังของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมซึ่งสะท้อนถึงเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น ยอดส่งออกของญี่ปุ่นลดลง 3.3% ต่อปีในเดือนพ.ย. ซึ่งถือเป็นอัตราที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ในขณะที่ยอดส่งออกจากญี่ปุ่นสู่เอเชียดิ่งลง 8.7% ในเดือนพ.ย. และสิ่งนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ความอ่อนแอของอุปสงค์ในต่างประเทศอาจจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
อินเดีย นายอาร์วินด์ สุบรามาเนียน หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของอินเดียเปิดเผยว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐน่าจะมีผลกระทบเล็กน้อยในอินเดีย เนื่องจากอินเดียมีการป้องกันไว้อย่างดีพอสมควร
เกาหลีใต้ ผู้กำหนดนโยบายของเกาหลีใต้กล่าวว่า การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบมากนักต่อตลาดเกาหลีใต้ แต่ระบุว่าเกาหลีใต้จะดำเนินมาตรการที่แข็งแกร่งถ้าหากมีความจำเป็น
อินโดนีเซีย ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดของอินโดนีเซียกล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลบวกต่ออินโดนีเซีย เพราะช่วยสร้างความแน่นอนในตลาดการเงิน
ฟิลิปปินส์ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 4.0% เป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกันในการประชุมวันที่ 17 ธันวาคม 2558 โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ภายในเป้าหมายในช่วง 2 ปีข้างหน้า ธนาคารยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษระยะสั้น (SDA) ที่ 2.5% คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางฟิลิปปินส์จัดประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 6 สัปดาห์ นายอาร์เซนิโอ บาลิซาคาน รมว.วางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์กล่าวว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเติบโต 6.0% สำหรับช่วงตลอดทั้งปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง นายบาลิซาคานกล่าวว่าสภาพเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นิวซีแลนด์ นายบิล อิงลิช รมว.คลังนิวซีแลนด์กล่าวว่า การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ และนั่นอาจจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ร่วงลง
ไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มองการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะกระทบกับไทยไม่มากนัก เนื่องจากเฟดส่งสัญญาณ ในเรื่องดังกล่าวมาล่วงหน้าค่อนข้างนานแล้ว เพื่อไม่เกิดการช็อคต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะที่มั่นใจว่า รมว.คลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะสามารถดูแลผลกระทบที่จะเกิดจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดได้เป็นอย่างดี และยังไม่ห่วงเรื่องการไหลออกของเงินทุน เนื่องจากไทยมีภาระหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี คาดเศรษฐกิจไทยปี 58 จะเติบโตได้ 2.9-3.0% และขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ในปี 59 โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และภาคอุตสาหกรรมดีขึ้น นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลท.แถลงข่าวถึงแผนงานในปี 59 โดยคาดว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 59 จะอยู่ที่ราว 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากปี 58 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.45 หมื่นล้านบาทต่อวัน นอกจากนี้ ได้ตั้งเป้าปี 59 มีเม็ดเงินใหม่ในตลาดหุ้นไทยผ่านกองทุนรวม และบริษัทประกัน มากกว่าหรือใกล้เคียง 7.5 หมื่นล้านบาท สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) ระบุในเอกสารเผยแพร่ว่าประมาณการการออกตราสารหนี้ระยะยาวปี 59 จะมียอดการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนจำนวน 5.21-5.53 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ คาดว่าจะมีมูลค่าหุ้นกู้เพื่อรีไฟแนนซ์จำนวน 2.4 แสนล้านบาท
Money Market - บาท/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 17 ธ.ค.) บาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับระหว่าง 0.25-0.50% ในการประขุมเมื่อวานนี้ โดยจากข้อมูลหลังการประชุมฯชี้ว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่าแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed funds rate ในปีหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ครั้ง ขณะที่เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆในเอเซียวันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯก็แข็งค่าเนื่องจากปัจจัยดังกล่าว สำหรับในส่วนของเงินหยวนของจีนนั้นวันนี้ก็ยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯต่อเนื่องเป็นวันที่ 10 โดยวันนี้ธนาคารกลางจีนกำหนดค่ากลางหยวนที่ 6.4757 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯก่อนเปิดตลาดซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2011 และอ่อนจากค่ากลางวันพุธที่ผ่านมาที่ 6.4626 - เยน/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 17 ธ.ค.) เยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเนื่องจากเมื่อวันพุธจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯได้ปรับการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้เป็นขยายตัว 2-2.2% จากที่คาดไว้ในเดือนกันยายนที่ 1.9-2.5% ส่วนในปี 2559 คาดว่าจะขยายตัว 2-2.7% จากเดิมคาดไว้ที่ 2.1-2.8% ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 0.3-0.5% ( เดิมคาด 0.3-1%) ส่วนปีหน้าคาดไว้ที่ 1.2-2.1% (เดิมคาด 1.5-2.4%) ซึ่งโดยรวมชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราปานกลางต่อเนื่องในปีหน้า และอัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มเข้าสู้เป้าหมาย 2% ในระยะกลาง - ยูโร/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 17 ธ.ค.) เงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จากผลของการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเมื่อคืนนี้ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ก่อนหน้านี้ และมีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อในปีหน้าประมาณ 3-4 ครั้ง
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ วันพฤหัส ( 17 ธ.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลง อันเป็นผลจากความวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยหุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุนำตลาดร่วงลงหลังจากทะยานขึ้นเมื่อวันพุธจากการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลดลง 1.43% สู่ 17,495.84, ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 1.5% สู่ 2,041.89 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 1.35% สู่ 5,002.55 - ตลาดหุ้นเอเชีย วันพฤหัส (17 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่สูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อคืนนี้ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ อย่างไรก็ดีการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯและข้อมูลหลังการประชุมฯที่ชี้ว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่าแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed funds rate ในปีหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ครั้ง ทำให้เห็นได้ว่าแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าจะดำเนินไปอย่างช้าๆซึ่งก็ช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกลงบ้างเกี่ยวกับแนวโน้มการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในเอเชีย อย่างไรก็ดีปัจจัยเรื่องแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนแอลงยังคงเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น ทั้งนี้ปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต และดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 1.59%, 1.83% และ 0.79% ตามลำดับ - ตลาดหุ้นไทย วันพฤหัส ( 17 ธค..) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เนื่องจากนักลงทุนมองว่าแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในปีหน้าจะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งจะช่วยลดภาวะผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศลงบางส่วน อย่างไรก็ดีการสูงขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ก็ยังถูกจำกัดจากการลดลงของราคาหุ้นในกลุ่มพลังงาน และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 11.22 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 18 ธ.ค. 2558
|






![]() | Today | 1067 |
![]() | All days | 1067 |
Comments