Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Tuesday, 14 February 2017 10:52

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่จัดโดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในเดือนกุมภาพันธ์ลดลงสู่ระดับ 95.7 จากระดับ 98.5 ในเดือนมกราคม(ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004) และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะทรงตัวที่ระดับ 98.5 โดยดัชนีความเชื่อมั่นถูกกดดันจากดัชนีคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวลง ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ฐานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล

ดัชนีราคานำเข้าในเดือนมกราคมปรับตัวขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนธันวาคม โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีราคานำเข้าจะเพิ่มขึ้น 0.2% และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าพุ่งขึ้น 3.7% ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2012 หลังจากขยับขึ้น 0.2% ในเดือนธันวาคม โดยดัชนีราคานำเข้าได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การแข็งค่าของดอลลาร์เป็นปัจจัยสกัดราคานำเข้า นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2012 หลังจากเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนธันวาคม

 

ประเด็นที่น่าจับตามอง

นักลงทุนยังจับตานางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะแถลงนโยบายการเงินต่อคณะกรรมาธิการในสภาคองเกรส ในวันที่ 14-15 ก.พ.นี้ โดยคาดว่าถ้อยแถลงครั้งนี้จะครอบคลุมถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบายการเงิน และอาจมีการส่งสัญญาณถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ด้วย

 

น้ำมัน

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 890,000 บาร์เรล/วัน ในเดือนมกราคม เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสมาชิกโอเปกปฏิบัติตามข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ แหล่งข้อมูลทุติยภูมิเผยให้เห็นว่า โอเปกผลิตน้ำมัน 32.139 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนมกราคม ลดลงจาก 33.29 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนธันวาคมปีก่อน สำหรับประเทศที่ลดกำลังการผลิตน้ำมันลงมากที่สุดคือซาอุดิอาระเบีย โดยลดกำลังการผลิตลง 496,200 บาร์เรล/วัน ขณะที่อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต ก็ลดกำลังการผลิตลงอย่างมากเช่นกัน โดยลดลง 165,700 บาร์เรล/วัน, 159,300 บาร์เรล/วัน และ 141,200 บาร์เรล/วัน ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ลิเบียและไนจีเรีย ซึ่งได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงดังกล่าว ต่างผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม นอกจากนี้ โอเปกยังคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นราว 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 1.0 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ขณะที่การขนส่งทางรถก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ออกรายงานปรับเพิ่มอุปสงค์น้ำมันในระดับโลกในปี 2016 สู่ระดับ 1.6 ล้านบาร์เรล/วัน แต่คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันในปีนี้จะชะลอตัวสู่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรล/วัน โดน IEA ระบุว่าการปรับเพิ่มตัวเลขอุปสงค์น้ำมันในปีที่แล้ว เกิดจากการขยายตัวของยุโรปที่มากกว่าที่คาดไว้, อากาศที่หนาวเย็นในไตรมาส 4 รวมทั้งการขยายตัวในระยะยาวในจีน อินเดีย และประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม OECD นอกจากนี้ รายงานของ IEA ยังระบุถึงการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งทำให้การผลิตน้ำมันในตลาดลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนม.ค. สู่ระดับ 96.4 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นการลดลง 730,000 บาร์เรล/วันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกเมื่อเทียบรายปีนับตั้งแต่ต้นปี 2015 สำหรับการผลิตน้ำมันดิบของโอเปกลดลง 1 ล้านบาร์เรล/วัน สู่ระดับ 32.06 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมกราคม โดยประเทศสมาชิกให้ความร่วมมือลดกำลังการผลิตตามข้อตกลงถึง 90% ขณะที่ซาอุดิอาระเบีย และอีกหลายประเทศลดการผลิตมากกว่าในข้อตกลง อย่างไรก็ดี IEA คาดว่า การผลิตน้ำมันจากสหรัฐ แคนาดา บราซิล และประเทศนอกกลุ่มโอเปก จะมีการขยายตัว 750,000 บาร์เรล/วันในปีนี้

 

เม็กซิโก

ธนาคารกลางเม็กซิโกประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 6.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2552 โดยมีเป้าหมายที่จะควบคุมเงินเฟ้อ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของเม็กซิโกเริ่มปรับตัวขึ้นในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว และ ณ สิ้นปี 2559 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3.36% ก่อนที่จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 4.72% ในเดือนม.ค.ปีนี้โดยธนาคารกลางเม็กซิโกคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในปี 2560 จะสูงกว่าระดับเป้าหมาย 3% อยู่ประมาณ 1% และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงในช่วงปลายปีนี้ ก่อนที่จะเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 3% ภายในปี 2561

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

สำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (Eurostat) ระบุว่า ประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป (EU) มีช่องว่างด้านค่าจ้างขั้นต่ำกว้างมาก ซึ่งประเทศที่จ่ายค่าจ้างสูงสุด จะมีวงเงินสูงกว่าประเทศที่จ่ายต่ำสุดถึง 9 เท่า ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก EU จำนวน 22 ประเทศมีการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำในปีนี้ โดย 10 ประเทศมีค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนน้อยกว่า 500 ยูโร ขณะที่ 7 ประเทศมีค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนสูงกว่า 1,000 ยูโร ซึ่งประเทศที่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำน้อยที่สุด ได้แก่ บัลกาเรีย (235 ยูโร), โรมาเนีย (275) ขณะที่ลิทัวเนียและลัตเวีย (380) ส่วนประเทศที่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุด ได้แก่ ลักเซมเบิร์ก (1,999 ยูโร), ไอร์แลนด์ (1,563) และเนเธอร์แลนด์ (1,552) ขณะเดียวกัน ค่าจ้างขั้นต่ำของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมอยู่ที่ระดับ 1,192 ยูโร อย่างไรก็ดี Eurostat ระบุว่า หากมีการพิจารณารวมถึงปัจจัยอำนาจในการซื้อ ช่องว่างของอัตราค่าจ้างรายวันก็จะหดแคบลง

อังกฤษ/สหราชอาณาจักร

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) ของสหราชอาณาจักร รายงานว่า ตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหราชอาณาจักรในเดือนธันวาคมลดลงสู่ระดับ 1.089 หมื่นล้านปอนด์ จากระดับ 1.155 หมื่นล้านปอนด์ในเดือนพฤศจิกายน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.150 หมื่นล้านปอนด์ นอกจากนี้ ONS ยังเปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรในเดือนธันวาคมมีการขยายตัว 1.1% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เอเซีย: จีน

สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ยอดส่งออกในเดือนม.ค.สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ โดยเพิ่มขึ้น 7.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 16.7% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เช่นกัน ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้า 5.135 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนม.ค.  แต่ผู้สังเกตการณ์จีนเตือนว่า ทิศทางในเดือนม.ค.และก.พ.อาจจะไม่ตรงกับความจริงเนื่องจากมีช่วงวันหยุดในเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ธุรกิจชะลอตัวลงหลายสัปดาห์ก่อนเทศกาลตรุษจีน และหลายบริษัทปรับลดหรือปิดการดำเนินงาน ซึ่งวันตรุษจีนตรงกับวันที่ 28 ม.ค.ในปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าปีที่แล้ว 11 วัน สำนักงานศุลกากรจะเปิดเผยข้อมูลการค้าขั้นสุดท้ายในวันที่ 23 ก.พ.นี้ นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดไว้ว่า ยอดส่งออกในเดือนม.ค.ในจีนอาจเพิ่มขึ้น 3.3% หลังจากที่ชะลอตัวในปีที่แล้วซึ่งยอดส่งออกลดลง 7.7% ขณะที่การส่งออกของจีนฟื้นตัวช้ากว่าหลายประเทศในเอเชียเหนือ ขณะที่คาดว่าการนำเข้าอาจเพิ่มขึ้น 10.0% เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 3.1% ในเดือนธ.ค.

สำนักงานศุลกากรจีนรายงานว่า ยอดเกินดุลการค้าของจีนต่อสหรัฐลดลงสู่ 2.137 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนม.ค. จาก 2.173 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนธ.ค. 2016 จีนถือเป็นประเทศผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดในโลก แต่จีนอาจจะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐในปีนี้ ถ้าหากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงจากสินค้าของจีน

สำนักงานศุลกากรจีนระบุว่า แรงกดดันที่มีต่อการส่งออกของจีนมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายลงในช่วงต้นไตรมาส 2 ของปีนี้ สำนักงานศุลกากรได้เปิดเผยรายงานการค้าขั้นต้นสำหรับเดือนม.ค. โดยระบุว่า ยอดส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 15.9% ต่อปีในเดือนม.ค. และยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.2% ต่อปีในเดือนม.ค.หากวัดในรูปสกุลเงินหยวน

สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า การนำเข้าถ่านหินของจีนพุ่งขึ้น 64% ในเดือนม.ค.จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว  แต่ลดลงเมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวก่อนเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ การนำเข้าถ่านหินมีปริมาณรวม 24.91 ล้านตันในเดือนม.ค.  การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการถ่านหินต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งบริษัทสาธารณูปโภคพื้นฐานใช้ถ่านหินประเภทนี้ในรอบปีที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลได้ทำการควบคุมการทำเหมืองในประเทศ นักวิเคราะห์ยังคงคาดว่า การนำเข้าถ่านหินจะเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่จีนเตรียมที่จะปิดเหมืองมากขึ้นในปีนี้ตามแผนการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด

 

ญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2559 ของญี่ปุ่น ขยายตัว 1.0% เทียบรายปี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน หลังได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุน อย่างไรก็ดี ยังขยายตัวน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์เล็กน้อย โดยนักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.1% หากเทียบเป็นรายไตรมาสแล้ว GDP ญี่ปุ่นได้ขยายตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้านั้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักใน GDP ของประเทศได้ทรงตัว

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ปรับเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรประเภท "ซูเปอร์ลอง" หรือพันธบัตรที่มีอายุยาวนานมากในวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และคำสั่งซื้อนี้ก็ช่วยสกัดกั้นการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในช่วงนี้     อย่างไรก็ดีนโยบายของบีโอเจในการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่อไปในอนาคต ซึ่งรวมถึงอุปสรรคจากรัฐบาลสหรัฐ บีโอเจเข้าซื้อพันธบัตรประเภทอายุสูงกว่า 10 ปีจนถึง 40 ปีเป็นมูลค่า 3.20 แสนล้านเยนในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านเยนจากปริมาณการเข้าซื้อปกติที่ 3 แสนล้านเยนสำหรับพันธบัตรกลุ่มนี้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่บีโอเจปรับเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรซูเปอร์ลองนับตั้งแต่ปลายเดือนก.ย. 2016 เป็นต้นมา ทั้งนี้ ในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว บีโอเจได้ประกาศใช้นโยบาย "ควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน" ซึ่งระบุว่าบีโอเจจะควบคุมอัตราผลตอบแทน JGB ประเภท 10 ปีไว้ที่ราว 0% และจะพยายามควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน อัตราผลตอบแทน JGB ประเภท 20 ปีปรับลง 0.010% สู่ 0.670% ในวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ และออกห่างจากจุดสูงสุดรอบ 1 ปีที่ 0.730% ที่ทำไว้ในสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ดีอัตราผลตอบแทน JGB ประเภท 10 ปีเพิ่มขึ้น 0.005% สู่ 0.085% ส่วนอัตราผลตอบแทน JGB ประเภทอื่นๆปรับตัวในวงแคบอย่างไร้ทิศทาง

 

ออสเตรเลีย

ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ระยะใกล้สำหรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังจากเศรษฐกิจหดตัวลงอย่างผิดคาดในไตรมาส 3/2016 อย่างไรก็ดี RBA คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า และสิ่งนี้บ่งชี้ว่า RBA จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีก RBA ได้เปิดเผยแถลงการณ์นโยบายการเงินความยาว 62 หน้าในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดย RBA มองภาพเศรษฐกิจโลกในทางบวก ในขณะที่เศรษฐกิจจีนเติบโตมากเกินคาด โดยจีนถือเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย RBA คาดว่า ประเทศพัฒนาแล้วที่สำคัญจะมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี นายฟิลิป โลว์ ผู้ว่าการ RBA กล่าวย้ำว่า นโยบายในสหรัฐมีความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก และนโยบายของสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก RBA ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ระยะใกล้สำหรับอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของออสเตรเลียลง 1% โดยเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจหดตัวลง 0.5% ในไตรมาส 3/2016 ขณะนี้ RBA คาดว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียอาจเติบโตเพียง 1.5-2.5% ภายในเดือนมิ.ย. 2017 อย่างไรก็ดี RBA มีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียจะชะลอตัวลงเพียงชั่วคราวเท่านั้น และคาดว่าเศรษฐกิจออสเตรเลียอาจเติบโตเร็วขึ้นสู่อัตรา 3% ในปี 2017 และ 2018 และอาจเติบโตราว 2.75-3.75% ภายในเดือนมิ.ย. 2019

 

ไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แนะภาคธุรกิจทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น หลังเงินบาทยังมีทิศทางที่ผันผวน และเคลื่อนไหวตามแนวโน้มตลาดเงินโลก โดยในปี 59 ผู้ส่งออกมีการทำป้องกันความเสี่ยงเพียง 19.7% ลดลงจาก 24.27% ในปี 58 ขณะที่ผู้นำเข้ามีการทำป้องกันความเสี่ยง 26.8% ในปี 59 ใกล้เคียงกับ 26.1% ในปี 58  นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียว ความไม่แน่นอนมีค่อนข้างเยอะ การทำคุ้มครองความเสี่ยงจะดีกว่า ธปท.เข้าไปดูแลได้เพียงบางช่วงที่เคลื่อนไหวเร็ว อาจชะลอได้นิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ฝืน trend ไม่ได้  เขากล่าวว่า แม้ทิศทางค่าเงินบาทจะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก แต่เงินบาทยังมีความผันผวนน้อยกว่าบางสกุลเงินในภูมิภาค โดยตั้งแต่ต้นปี 60 จนถึงขณะนี้ เงินบาทมีค่าเฉลี่ยความผันผวนอยู่ที่ 3.7% ลดลงจาก 4.1% ในปี 59 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยความผันผวนของค่าเงินเกาหลี สิงคโปร์ จีน และฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ที่ 13.5%, 8.1%, 4.5% และ 4.3% ตามลำดับ

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันศุกร์-จันทร์ (10-13 กพ.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันศุกร์ขณะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเอเซียส่วนใหญ่ โดยดอลลาร์สหรัฐฯได้แรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์  ส่งสัญญาณที่จะเดินหน้านโยบายการปรับลดภาษีภาคธุรกิจลง ขณะที่ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐฯนายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโกกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่จะคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ เพราะว่าทิศทางขั้นต้นของนโยบายการคลังสหรัฐดูเหมือนจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยนายอีแวนส์เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) ในปีนี้สำหรับในวันจันทร์ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินส่วนใหญ๋หลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯและนายกญี่ปุ่นในช่วงสุดสัปดาห์

- ดอลลาร์/เยน วันศุกร์-จันทร์ (10-13 กพ.) เงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันศุกร์ก่อนการพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นกับปธน.ทรัมป์ในวันนี้ที่กรุงวอชิงตัน ขณะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯได้แรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์  ส่งสัญญาณที่จะเดินหน้านโยบายการปรับลดภาษีภาคธุรกิจลง ขณะที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ สำหรับในวันจันทร์ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินส่วนใหญ๋หลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯและนายกญี่ปุ่นในช่วงสุดสัปดาห์

- ยูโร/ดอลลาร์ วันศุกร์-จันทร์ ( 10-13 กพ.) เงินยูโรอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันศุกร์ ขณะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯได้แรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์  ส่งสัญญาณที่จะเดินหน้านโยบายการปรับลดภาษีภาคธุรกิจลง สำหรับในวันจันทร์ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินส่วนใหญ่หลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯและนายกญี่ปุ่นในช่วงสุดสัปดาห์

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันศุกร์-จันทร์ ( 10-13 กพ.) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันจันทร์ (13 ก.พ.) โดยดัชนีดาวโจนส์, NASDAQ และ S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดติดต่อกัน 3 วันทำการ เนื่องจากนักลงทุนยังคงขานรับข่าวที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เตรียมประกาศแผนการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ โดยนักลงทุนเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากรายงานที่ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีท่าทีที่เป็นมิตรมากขึ้นต่อจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสองประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 20,412.16 จุด ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,763.96 จุด เพิ่มขึ้น 0.52% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,328.25 จุด เพิ่มขึ้น 0.52%

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันศุกร์-จันทร์ ( 10-13 กพ.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่สูงขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยแรงหนุนส่วนหนึ่งมาจากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์  ส่งสัญญาณที่จะเดินหน้านโยบายการปรับลดภาษีภาคธุรกิจลง ขณะที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ ขณะเดียวกันนักลงทุนมุ่งความสนใจไปยังการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น  และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ในวันศุกร์และวันเสาร์นี้ โดยปิดตลาดวันศุกร์ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 2.49% สำหรับในวันจันทร์ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้นหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯและนายกญี่ปุ่นในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้ปัจจัยหนุนจากการที่เงินเยนกลับมาอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

- ตลาดหุ้นไทย วันศุกร์ ( 10 กพ.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าสอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์  ส่งสัญญาณที่จะเดินหน้านโยบายการปรับลดภาษีภาคธุรกิจลง แม้ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด อย่างไรก็ดีดัชนีลดลงในเวลาต่อมาและเคลื่อนไหวขึ้นลงในกรอบแคบๆ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่ม 1.99 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 14 ก.พ. 2560

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment