Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Friday, 22 July 2016 09:42

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน โดยลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 253,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และใกล้กับระดับ 248,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 43 ปีที่ทำไว้ในกลางเดือนเมษายน ตรงกันข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่จะเพิ่มขึ้น สู่ระดับ 265,000 ราย โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกได้อยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 72 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1973 ส่วนยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่แบบถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 1,250 ราย สู่ระดับ 257,750 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องมีจำนวนลดลง 25,000 ราย สู่ระดับ 2.13 ล้านราย ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 9 กรกฎาคม

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) รายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 9 ปี โดยได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 โดยยอดขายบ้านมือสองในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.57 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.48 ล้านยูนิต ขณะที่เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 3% โดยยอดขายบ้านในแถบมิดเวสต์เพิ่มขึ้น 3.8% แต่ในทางตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 1.3% สำหรับสต็อคบ้านมือสองลดลง 0.9% ขณะเดียวกัน ราคากลางของบ้านได้เพิ่มขึ้น 4.8% (yoy) สู่ระดับ 247,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

Conference Board รายงานว่าดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 0.3% สู่ระดับ 123.7 หลังจากลดลง 0.2% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี LEI จะเพิ่มขึ้น 0.2% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นการปรับตัวดีขึ้นของตัวเลขขออนุญาตสร้างบ้าน และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ทั้งนี้ ดัชนี LEI คำนวณจากตัวเลขเศรษฐกิจ 10 ประเภท ซึ่งบางส่วนได้แก่ คำสั่งซื้อใหม่ของภาคการผลิต, ราคาหุ้น และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาฟิลาเดลเฟีย รายงานว่า ผลสำรวจดัชนีกิจกรรมการผลิตในเขตมิด-แอตแลนติกของสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมลดลงเกินคาดสู่ระดับ -2.9  จากระดับ 4.7 ในเดือนมิถุนายน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่า ดัชนีกิจกรรมการผลิตอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.0

มาร์กิตจะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนกรกฎาคม

 

ยุโรป:สหภาพยุโรป

ที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Refinancing Rate) ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกันนี้ ยังได้คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.4% ซึ่งหมายความว่าธนาคารพาณิชย์จะต้องจ่ายค่าฝากแก่ ECB หากมีการนำเงินส่วนเกินมาพักไว้ที่ ECB ซึ่งมาตรการดังกล่าวของ ECB มีขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินไปปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจ แทนที่จะนำมาพักไว้ที่ ECB นอกจากนี้ ECB ยังได้คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% ขณะเดียวกัน ECB ได้ประกาศคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จัดการประชุมนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของ ECB หลังจากที่สหราชอาณาจักรจัดทำประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.

นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) แถลงภายหลังการประชุมนโยบายทางการเงินของ ECB ว่า ตลาดการเงินสามารถปรับตัวอย่างยืดหยุ่น และฝ่าฟันความไม่แน่นอน หลังจากที่สหราชอาณาจักรทำประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) พร้อมระบุว่า ECB มีความพร้อมที่จะใช้เครื่องมือทุกอย่างเพื่อสร้างเสถียรภาพในตลาด ขณะเดียวกันยังระบุว่า ECB จะรอดูข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้นในปีนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยโครงการซื้อพันธบัตรจำนวน 8 หมื่นล้านยูโร/เดือนมีกำหนดสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2017 หรืออาจนานกว่านั้น หากมีความจำเป็น หรือจนกระทั่งสภาบริหารของ ECB เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อมีความยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมายของ ECB

 

อังกฤษ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกของอังกฤษในเดือนมิถุนายนปรับตัวลง 0.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสภาพอากาศที่ย่ำแย่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของร้านเสื้อผ้าและซูเปอร์มาร์เก็ต และเมื่อเทียบเป็นรายปี ยอดค้าปลีกของอังกฤษปรับตัวขึ้น 4.3% ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษได้รวบรวมข้อมูลยอดค้าปลีกดังกล่าว ก่อนที่จะมีการลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) วันที่ 23 มิถุนายน

 

ฝรั่งเศส

สำนักงานสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศส (Insee) รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจการผลิตของฝรั่งเศสในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 103 จากระดับ 102 ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจโดยรวม ซึ่งรวมถึงภาคบริการ ค้าส่ง การก่อสร้าง และการค้าปลีก ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 102 จากระดับ 100 ในเดือนมิถุนายน

 

ตุรกี

ประธานาธิบดีเรเจพ ทายยิพ แอร์โดอาน ของตุรกี ประกาศภาวะฉุกเฉินในประเทศเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าติดตามล่าตัวกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารโค่นล้ม อำนาจรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยประธานาธิบดีแอร์โดอานระบุในการประกาศภาวะฉุกเฉินว่า ภาวะฉุกเฉินจะเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดการกับคนที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้อย่างรวดเร็ว และยืนยันว่า การกวาดล้างจับกุมดังกล่าว ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตุรกี และไม่ละเมิดหลักนิติธรรมหรือเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนตุรกี ทั้งนี้ การประกาศภาวะฉุกเฉินจะทำให้ประธานาธิบดีและรัฐบาล มีอำนาจผ่านกฎหมายใหม่โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และมีอำนาจจำกัด หรือระงับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามที่เห็นว่าจำเป็น แต่จะไม่จำกัดกิจกรรมทางการเงินหรือการค้าเนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศได้ กำหนดขอบเขตของข้อจำกัดต่างๆ เอาไว้ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีฯ ยังกล่าวหาบรรดาผู้สนับสนุน นายเฟตุลลาห์ กูเลน นักการศาสนา ที่ขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพยายาม ก่อรัฐประหารแต่ไม่ประสบความสำเร็จและนำไปสู่การจับกุมและปลดผู้ต้องสงสัยว่าพัวพันกับการก่อรัฐประหารครั้งนี้ราว 60,000 คน โดยมีทั้งทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา ข้าราชการ รวมไปถึงครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย และมีทั้งถูกควบคุมตัว ถูกปลด ถูกพักงาน หรือถูกสอบสวน นอกจากนี้ รัฐบาลตุรกียังมี คำสั่งห้ามนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย เดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไม่ให้นักวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร สามารถหลบหนีออกนอกประเทศ และมีรายงานล่าสุดว่า นักวิชาการของมหาวิทยาลัยอิสตันบูล ถูกปลดจากตำแหน่งรวดเดียว 95 คน

จับตามองบรรดารัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G20 ที่จะประชุมกัน ณ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนของจีน ในวันที่ 23-24 ก.ค. ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้สมาชิกกลุ่ม G20 ใช้นโยบายที่หลากหลายเพื่อควบคุมความเสี่ยง และกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายหลังการแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ได้สร้างความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อเศรษฐกิจโลก

 

เอเชีย : จีน

สำนักงานบริหารการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลจีนเปิดเผยว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีของจีนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 9.4% สู่ระดับ 6.5 ล้านล้านหยวน (9.7364 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ทั้งนี้ภาษีจากภาคบริการเพิ่มขึ้น 10.9% และมีสัดส่วนคิดเป็น 58.2% ของรายได้ทั้งหมด ผู้กำหนดนโยบายของจีนได้ตั้งเป้าหมายมานานที่จะลดการพึ่งพาของเศรษฐกิจจากการก่อสร้างและการผลิตที่ต้องมีการลงทุนอย่างมาก เพื่อหันไปเน้นการพึ่งพาภาคบริการและการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนระบุว่า โครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจสะท้อนถึงภาวะชะลอตัวในภาคอุตสาหกรรมมากเท่าๆ กับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคบริการและการอุปโภคบริโภค

สมาคมเหล็กกล้าโลก (Worldsteel) เปิดเผยว่า การผลิตเหล็กดิบทั่วโลกอยู่ในระดับไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนมิ.ยจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่การผลิตในจีนเพิ่มขึ้น แต่การผลิตในประเทศอื่นๆลดลง จีนซึ่งผลิตเหล็กราวครึ่งหนึ่งของโลกได้เพิ่มการผลิตมาตั้งแต่เดือนมี.ค. การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนกำลังถูกกล่าวหาว่า ทำการส่งออกเหล็กราคาถูกในตลาดโลกในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ดีจีนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว การผลิตเหล็กของจีนเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมิ.ย. เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สู่ระดับ 68.3 ล้านตัน การผลิตเหล็กดิบทั่วโลกไม่เปลี่ยนแปลงที่ระดับ 136 ล้านตัน ขณะที่การผลิตในภูมิภาคที่สำคัญอื่นๆลดลง โดยการผลิตร่วงลง 5.3% ในสหภาพยุโรป, 1.2% ในอเมริกาเหนือ จีนเปิดเผยว่ามีพันธสัญญาต่อการลดกำลังการผลิตเหล็กในปีนี้ลง 45 ล้านตัน ซึ่งจะรวมถึงการโยกย้ายคนงานในอุตสาหกรรมเหล็กจำนวน 180,000 คน

 

ญี่ปุ่น

รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของบริษัทผู้ผลิตญี่ปุ่นทรงตัวที่ +3 ในเดือนก.ค. แต่มีแนวโน้มลดลงสู่ 0 ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ในขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับแรงกดดันจากการที่อังกฤษโหวตถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit รายงานรอยเตอร์ ทังกันรายเดือนนี้มักจะปรับตัวสอดคล้องกับผลสำรวจทังกันรายไตรมาสของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยรอยเตอร์จัดทำผลสำรวจนี้จากข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นจำนวน 266 แห่งระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค.รายงานนี้แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของธุรกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างหลังจากการโหวต Brexit ในวันที่ 23 มิ.ย. โดยผลโหวตดังกล่าวส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าสู่ระดับต่ำกว่า 100 เยนเป็นเวลาสั้นๆ ดัชนีความเชื่อมั่นของบริษัทผู้ผลิตทรงตัวที่ +3 ในเดือนก.ค. ซึ่งเท่ากับระดับในเดือนมิ.ย. และมีแนวโน้มว่าจะดิ่งลงสู่ 0 ในเดือนต.ค. โดยได้รับแรงกดดันจากบริษัทส่งออกรถยนต์, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, เหล็กกล้า และเคมีภัณฑ์ รายงานรอยเตอร์ ทังกันระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคบริการญี่ปุ่นลดลงจาก +17 ในเดือนมิ.ย. สู่ +15 ในเดือนก.ค. ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2013 ซึ่งเป็นช่วงที่บีโอเจเริ่มดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ คาดกันว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคบริการอาจทรงตัวที่ +15 ในเดือนต.ค. เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศอยู่ในภาวะอ่อนแอ

แหล่งข่าวกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจัดเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1.90 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของรัฐบาลญี่ปุ่นมีแนวโน้มว่าจะอยู่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว แหล่งข่าวกล่าวว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้จะมียอดทั่วไปอยู่ที่ระดับอย่างน้อย 20 ล้านล้านเยน แต่รายจ่ายโดยตรงของรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลท้องถิ่นมีแนวโน้มว่าจะอยู่ที่ระดับสูงกว่า 3 ล้านล้านเยน และรายจ่ายในโครงการสินเชื่อและการลงทุนทางการคลังอยู่ที่ระดับราว 6 ล้านล้านเยน ซึ่งอยู่นอกงบประมาณทั่วไป ในสัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นได้สั่งให้รัฐบาลชุดใหม่ของเขาจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนสิ้นเดือนนี้ เพื่อรับมือกับการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนที่เฉื่อยชา  มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้จะครอบคลุมถึงการเร่งรัดโครงการก่อสร้างเครือข่ายรถไฟแม็กเลฟ หรือรถไฟพลังแม่เหล็กด้วย โดยแหล่งข่าวกล่าวว่า อาจจะมีการขยายขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปอีก โดยเป็นผลจากการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลของนายอาเบะ ก่อนที่คณะรัฐมนตรีของเขาจะอนุมัติมาตรการในวันที่ 2 ส.ค.นายอาเบะเคยกล่าวต่อที่ประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือจี-7 ในเดือนพ.ค.ว่า จำเป็นต้องมีการดำเนินความพยายามเพื่อสกัดกั้นภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก

 

อินโดนีเซีย

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดคาดไว้ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ BI มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงประเภท 12 เดือน และอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 7 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงปัจจุบัน ที่ 6.50% และ 5.25% ตามลำดับ ขณะเดียวกัน BI คงอัตราดอกเบี้ยอื่นๆเช่นกัน โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 4.50% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 7.00% ในปีนี้ BI ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 4 ครั้งแล้วรวม 1% เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ไทย

ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยปีนี้เป็นครั้งแรกที่ระบบธนาคารพาณิชย์ มีการขออนุญาตธปท. ปิดสาขาธนาคาร มากกว่าขออนุญาตเปิดสาขา สะท้อนว่าระบบธนาคารพาณิชย์กำลังต้องปรับตัวรับกับการเข้ามาของเทคโนโลยี และการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ หรือ ฟินเทค(FinTech) เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในการให้บริการรูปแบบใหม่  เขากล่าวว่าเพื่อเป็นการรองรับและส่งเสริมให้เกิดธุรกิจฟินเทคในประเทศไทย ธปท.จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาผ่อนคลายหลักเกณฑ์ เพื่อให้ผู้บริการฟินเทคสามารถจัดตั้งและให้บริการทางการเงินในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น  โดยจะลดความเข้มงวดลง แต่การให้บริการจะยังมีเงื่อนไขในลักษณะที่เป็นการให้บริการเฉพาะกลุ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้มีการทดลองฟินเทคในประเทศไทย ในรูปแบบของ Sandbox เช่นในกรณีของประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ที่ดำเนินการอยู่ โดยเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน(กนส.) แล้ว และคาดว่าจะมีการประกาศออกมาได้ในไตรมาส 4 ปีนี้  นอกจากนั้น ธปท.จะมีการแก้ไขกฎเกณฑ์อื่นๆ เพื่อรองรับการเข้ามาของธุรกิจฟินเทคด้วย เช่น การเปิดให้ธนาคารพาณิชย์จัดตั้งกองทุนเพื่อร่วมลงทุนกับผู้ให้บริการฟินเทค หรือ Venture Capital, การเปิดให้ผู้ให้บริการฟินเทคเข้าเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร  รวมถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ระบบการชำระเงิน ที่ธปท.จะเป็นผู้ควบคุมดูแลธุรกิจเกี่ยวข้องกับการชำระเงินทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา  เขาเชื่อว่าการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และการใช้เทคโนโลยีในระบบการเงิน จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็น Digital Economy ได้ และทำให้ต้นทุนของการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนรายย่อยถูกลง รวมถึงประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินหรือสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ธปท.ให้ความสำคัญคือ ในเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบการให้บริการ เพื่อทำให้เกิดความเชื่อถือของประชาชน และไม่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวม ดังนั้นเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันพฤหัส (21 กค.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ขณะที่ค่าเงินของประเทศอาเซียนส่วนใหญ่วันนี้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯนำโดยริงกิตของมาเลเซีย โดยในส่วนของเงินบาทช่วงนี้ปัจจัยจากการเงินทุนไหลเข้ายังส่งผลให้บาทมีแนวโน้มแข็งค่าในระยะสั้น สำหรับในส่วนของเงินหยวนของจีนวันนี้แข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเป็นวันที่สามหลังจากที่หยวนอ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯต่อเนื่องก่อนหน้านี้ โดยปัจจัยเรื่องความกังวลเสถียรภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินจีนยังคาดว่าจะส่งผลเงินทุนมีแนวโน้มไหลออกจากจีนและส่งผลให้เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

- ดอลลาร์/เยน วันพฤหัส ( 21 กค.)   เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่เยนอ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากความต้องการเยนที่ลดลงหลังนักลงทุนเข้าถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งนี้ช่วงนี้นักลงทุนจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นทั้งการเงินและการคลังที่คาดว่าจะออกมาเร็วๆนี้หลังพรรครัฐบาลญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้งสภาสูงเมื่อสัปดาห์ก่อน

- ยูโร/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 21 กค.) เงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่วันนี้นักลงทุนรอดูการประชุมธนาคารกลางยุโรปซึ่งคาดว่าจะยังไม่มีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยนักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะรอให้มีความชัดเจนของผลกระทบจาก Brexit ก่อนที่จะขยายมาตรการ QE รวมทั้งรอให้ธนาคารกลางอังกฤษลดอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมา ทั้งนี้ที่ประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Refinancing Rate) ที่ระดับ 0% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.4% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% ขณะเดียวกัน ECB ได้ประกาศคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันพฤหัส( 21 กค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี หลังผิดหวังกับรายงานผลประกอบการจากบริษัทอินเทล และบริษัทด้านการขนส่ง ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.42% สู่ 18,517.23, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.36% สู่ 2,165.17 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.31% สู่ 5,073.90

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันพฤหัส ( 21 กค.)  ดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.77% โดยปัจจัยจากการที่เยนกลับมามีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลดีต่อการคาดการณ์การส่งออกของญี่ปุ่นรวมทั้งส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นด้วย ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตามาตรการทางการเงินและการคลังของญี่ปุ่นที่คาดว่าจะออกมามากขึ้น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจัดเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1.90 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากสัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นได้สั่งให้รัฐบาลชุดใหม่ของเขาจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนสิ้นเดือนนี้ เพื่อรับมือกับการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนที่เฉื่อยชา  โดยอาจจะมีการขยายขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปอีก ก่อนที่คณะรัฐมนตรีของเขาจะอนุมัติมาตรการในวันที่ 2 ส.ค.สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.37% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.54%

- ตลาดหุ้นไทย วันพฤหัส ( 21 กค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปิดตลาดลดลง 7.33 จุดนำโดยหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่วันนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 2,589.2 ล้านบาท ส่งผลให้นับจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ถึงวันนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 29,648.42 ล้านบาท

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 22 ก.ค. 2559

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment