Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Friday, 29 April 2016 09:21

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นสำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสแรกขยายตัว 0.5% จากที่ขยายตัว 1.4% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2014 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า  GDP ในไตรมาสแรกจะมีการขยายตัวอยู่ที่ระดับ 0.7% ทั้งนี้ เศรษฐกิจชะลอตัวลงเกือบทุกภาค โดยเฉพาะภาคที่อยู่อาศัย การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอ ขณะที่การแข็งค่าของดอลลาร์กดดันการส่งออก ซึ่งการใช้จ่ายผู้บริโภคขยายตัว 1.9% จากที่ขยายตัว 2.4% ในไตรมาสก่อนหน้า หลังจากที่การบริโภคในส่วนของสินค้าคงทนหดตัวลง 1.6% จากที่ขยายตัว 3.8% ในไตรมาส 4/2015 สอดคล้องกับการลงทุน (Fixed Investment) ที่หดตัวลง 1.6% เช่นเดียวกับการส่งออกสุทธิที่หดตัว 2.6%

ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 23 เมษายน เพิ่มขึ้น 9,000 ราย สู่ระดับ 257,000 ราย  ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 260,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ได้อยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 60 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1973 ส่วนตัวเลขยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่แบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง  4,750 ราย สู่ 256,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 1973 สำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องมีจำนวนลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 2.13 ล้านราย ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 16 เมษายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2000

ตัวเลขและดัชนีทีสำคัญที่จะประกาศออกมาในวันนี้ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการจากมาร์กิต และดัชนีภาคการผลิตเดือนเม.ย.จากเฟดสาขาริชมอนด์

 

ยุโรป: เยอรมนี

ดัชนีการจ้างงานที่จัดทำโดย Ifo เป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี ในเดือนเมษายนปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 108.1 จุด จากระดับ 107.4 จุด ในเดือนมีนาคม  โดยเป็นการปรับตัวสูงขึ้นใน 4 ภาคอุตสาหกรรมด้วยกัน ประกอบด้วย ภาคการผลิต, ภาคการก่อสร้าง, ภาคการกระจายสินค้า และภาคการบริการ ทั้งนี้ รายงานได้ระบุอีกว่า ตลาดแรงงานได้รับแรงกระตุ้นที่แข็งแกร่ง

 

อังกฤษ

Nationwide รายงานว่า ราคาบ้านของอังกฤษในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 0.2%(mom) อยู่ที่ประมาณ 202,436 ปอนด์ (294,800 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งลดลงจากเดือนที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 0.7% ทั้งนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี ชะลอตัวลงเหลือ 4.9% จากเดิมอยู่ที่ 5.7% อันเป็นผลมาจากที่นักลงทุนได้เข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษี ทั้งนี้ รายงานระบุว่า การขาดแคลนบ้านเพื่อจำหน่ายมีผลมาจากการที่เจ้าของที่ดินพยายามที่จะเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีการซื้อบ้านหลังที่ 2 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา

นายอังเกล เกอร์เรีย เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศณษฐกิจและการพัฒนา (OECD) แสดงความคิดเห็นดัผ่านทางรายงานหัวข้อ "To Brexit Or Not To Brexit: A Taxing Decision"  ซึ่งมีการระบุว่า ชาวอังกฤษจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก หากสหราชอาณาจักรตัดสินใจจากสหภาพยุโรป (EU) พร้อมระบุว่า อังกฤษจะแข็งแกร่งกว่าหากยังคงเป็นส่วนหนึ่งของยุโรป และยุโรปเองก็จะแข็งแกร่งกว่าหากมีอังกฤษเป็นประเทศผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เลขาธิการ OECD อังกฤษ ระบุว่าสามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีในอัตราที่สูงได้ หากยังคงเป็นสมาชิก EU นับตั้งแต่ที่อังกฤษได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ EU ในปี 2516 อัตราGDPต่อหัวเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว โดยอัตราดังกล่าวไม่เพียงแต่สูงกว่าประเทศสมาชิกรายอื่น ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าบรรดาประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังระบุ ผลในระยะสั้นและระยะยาวของการที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปนั้น จะเผชิญการเทขายอสังหาริมทรัพย์ อัตราความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นจะลดลง กระแสการลงทุนลดลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เศรษฐกิจอ่อนแอลง นอกจากนี้ ยังระบุว่าการลงทุนที่น้อยลง การหมุนเวียนสินค้าและจำนวนประชากรที่ลดลง ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น การแบ่งปันแนวคิดและทักษะข้ามเขตแดนที่น้อยลง อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลผลิตและประสิทธิภาพระยะยาวของเศรษฐกิจอังกฤษ

 

สเปน

สำนักงานสถิติแห่งชาติสเปน รายงานว่า อัตราว่างงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี เนื่องจากสเปนอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมสำหรับการจัดเลือกตั้งครั้งใหม่ ภายหลังจากที่คว้าน้ำเหลวในการหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยอัตราการว่างงานในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 21% สูงกว่าการคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้น 20.9%

 

เอเชีย: จีน

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนเปิดเผยว่า เศรษฐกิจภาค อุตสาหกรรมของจีนยังคงประสบกับความยากลำบากและความท้าทาย โดยภาวะไม่สมดุลทางโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่ กระทรวงระบุว่าบริษัทในภาคอุตสาหกรรมของจีนกำลังประสบกับปัญหาด้านการผลิตและการดำเนินงาน

 

ญี่ปุ่น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ชะลอการขยายมาตรการกระตุ้นทางการเงินในการประชุมเมื่อวันพฤหัสที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว, เยนที่แข็งค่า และการอุปโภคบริโภคที่ซบเซาจะขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบางก็ตาม ทั้งนี้บีโอเจยังคงรักษาสัญญาที่จะเพิ่มฐานเงินในระบบหรือเงินสดและเงินฝากในระบบหมุนเวียนในอัตรา 80 ล้านล้านเยน (7.30 แสนล้านดอลาร์สหรัฐฯ) ต่อปี และได้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ -0.1% ที่ใช้กับเงินฝากส่วนเกินที่สถาบันการเงินฝากไว้กับบีโอเจ บีโอเจตัดสินใจดำเนินโครงการให้สินเชื่อ 3 แสนล้านเยน (2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อช่วยเหลือธนาคารต่างๆที่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในภาคใต้ของญี่ปุ่น การตัดสินใจคงเป้าหมายฐานเงินในระบบเป็นการลงมติด้วยคะแนนเสียง 8-1 ขณะที่การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ -0.1% เป็นการลงมติด้วยคะแนนเสียง 7-2

ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ลดลงในอัตราสูงสุดในรอบ 3 ปี และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนลดลงในอัตราสูงสุดในรอบ 1 ปี ซึ่งทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เผชิญกับแรงกดดันให้ต้องออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ข้อมูลอีกฉบับระบุว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมากเกินคาด และความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ แต่ความวิตกอีกครั้งเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคที่ชะลอตัวของภาคเอกชนอาจจะสกัดกั้นความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งรวมผลิตภัณฑ์น้ำมัน แต่ไม่รวมหมวดราคาอาหารสดที่ผันผวนลดลง 0.3% ในเดือนมี.ค.จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอาจลดลง 0.2% และเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2013 เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินที่ร่วงลง และราคาสินค้าคงทนปรับตัวขึ้นช้าลง ส่วนดัชนี CPI core-core ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนมี.ค. โดยลดลงจากที่เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนก.พ. การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในเดือนมี.ค.ลดลง 5.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเนื่องจากการใช้จ่ายที่ลดลงในด้านเสื้อผ้า, กิจกรรมสันทนาการ และน้ำมันเบนซิน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอาจลดลง 4.2% และเป็นการลดลงมากที่สุดตั้งแต่เดือนมี.ค.2015 แต่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนมี.ค.จากเดือนก.พ. เทียบกับที่คาดไว้ว่าอาจเพิ่มขึ้น 2.9% สัดส่วนตำแหน่งงานต่อใบสมัครเพิ่มขึ้นเช่นกันสู่ระดับ 1.30 ในเดือนมี.ค. ซึ่งพบว่าความต้องการแรงงานอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 1991 ซึ่งสัดส่วนอยู่ที่ 1.31

ผลสำรวจของรอยเตอร์พบว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นอาจหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้อย่างหวุดหวิดในไตรมาสแรก แต่ภาวะอุปสงค์ชะลอตัวในและต่างประเทศ และเยนที่แข็งค่าจะสกัดการฟื้นตัว ทั้งนี้ค่ากลางตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ 12 คนระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 0.6% ในไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค. หลังจากที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นหดตัวลงในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนที่ชะลอตัว แต่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่าระดับจีดีพีดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากมีวันอธิกสุรทินในไตรมาสแรก และเชื่อว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจอยู่ที่ 0% หรือหดตัวลงเล็กน้อย ถ้าปรับรับปัจจัยดังกล่าว

 

ฟิลิปปินส์

นายอะแมนโด เททังโก ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์กล่าวว่า ธนาคารกลางยังไม่เห็นการพัฒนาที่สำคัญที่จะต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนด้านนโยบายของธนาคาร หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แทบไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเฟดรีบเร่งที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางฟิลิปปินส์จะประชุมกันในวันที่ 12 พ.ค.นี้เพื่อทบทวนนโยบาย หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 9 พ.ค. โดยธนาคารกลางมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 4.0% มาตั้งแต่เดือนต.ค. 2014 นายเททังโกกล่าวว่าผู้กำหนดนโยบายไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจ แม้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศก็ตาม

จับตาการรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนและญี่ปุ่นเดือนเมษายนที่จะรายงานออกมาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

 

ไทย

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวจากการเติบโตของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) การฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐมากขึ้นจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นกว่านี้ สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไป 3 ประการ คือ 1.ประสิทธิผลของนโยบายการเงิน ซึ่งการจะปรับลดดอกเบี้ยในภาวะที่มีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเป็นจำนวนมากคงไม่ได้มีประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น 2.ความอ่อนไหวด้านเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว และจับตาดูพฤติกรรมแสดงหาผลตอบแทน 3.ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจับตาการรายงานดัชนีเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยเดือนมีนาคม 2559 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะรายงานออกมาในวันศุกร์นี้ ขณะเดียวกันตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่กระทรวงพาณิชย์จะรายงานออกมาในวันจันทร์นี้ก็ต้องจับตาเช่นกัน

 

Money Market

- บาท/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 28 เม.ย.) เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้ขณะที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯเมื่อวันที่ 26-27 เมษายนที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมติคงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 0.25-0.50%  แม้ยังคงเปิดโอกาสสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. แต่เฟดแทบไม่ได้แสดงสัญญาณการเร่งรีบที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งนี้จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสน้อยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีแรกส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯกลับมามีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเซียในช่วงระยะสั้นเนื่องจากการไหลเข้ามาในระยะสั้นของเงินลงทุนต่างประเทศ

- เยน/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 28 เม.ย.) เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็วในวันนี้เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯหลังการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นซึ่งไม่มีการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม โดยบีโอเจยังคงรักษาสัญญาที่จะเพิ่มฐานเงินในระบบหรือเงินสดและเงินฝากในระบบหมุนเวียนในอัตรา 80 ล้านล้านเยน (7.30 แสนล้านดอลาร์สหรัฐฯ) ต่อปี และได้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ -0.1% ที่ใช้กับเงินฝากส่วนเกินที่สถาบันการเงินฝากไว้กับบีโอเจ บีโอเจตัดสินใจดำเนินโครงการให้สินเชื่อ 3 แสนล้านเยน (2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อช่วยเหลือธนาคารต่างๆที่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในภาคใต้ของญี่ปุ่น

- ยูโร/ดอลลาร์ วันพฤหัส ( 28 เม.ย.) ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้ตามภาวะที่วันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเยนหลังการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นซึ่งไม่มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอย่างที่นักลงทุนบางส่วนคาดการณ์

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ วันพฤหัส ( 28 เม.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนผิดหวังกับการตัดสินใจคงนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และการลดลงของหุ้นแอปเปิลในช่วงท้ายตลาดได้เพิ่มแรงกดดันในการเทขายหุ้นด้วย ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วง 1.17% สู่ 17,830.76, ดัชนี S&P 500 ปิดลด 0.92% สู่ 2,075.81 และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง 1.19% สู่ 4,805.29

- ตลาดหุ้นเอเชีย วันพฤหัส ( 28 เม.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าก่อนเสร็จสิ้นการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีหลังการประชุมธนาคารกลางฯเสร็จสิ้นลงดัชนีนิกเกอิได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเงินเยนที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเนื่องจากผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นอย่างที่นักลงทุนจำนวนมากคาดการณ์ โดยบีโอเจยังคงรักษาสัญญาที่จะเพิ่มฐานเงินในระบบหรือเงินสดและเงินฝากในระบบหมุนเวียนในอัตรา 80 ล้านล้านเยน (7.30 แสนล้านดอลาร์สหรัฐฯ) ต่อปี และได้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ -0.1% ที่ใช้กับเงินฝากส่วนเกินที่สถาบันการเงินฝากไว้กับบีโอเจ บีโอเจตัดสินใจดำเนินโครงการให้สินเชื่อ 3 แสนล้านเยน (2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อช่วยเหลือธนาคารต่างๆที่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในภาคใต้ของญี่ปุ่น โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 3.61% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.25%:ซึ่งสอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่

- ตลาดหุ้นไทย วันพฤหัส ( 28 เม.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ลดลงสอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่โดยมีแรงขายมากในหุ้นกลุ่มอาหาร ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมถูกกระทบจากการที่นักลงทุนผิดหวังต่อการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่เพิ่มมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 11.93 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 29 เม.ย. 2559

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment